Skip to content

เลิกเหอะ… ดีทรอยต์ออฟเอเชีย

02 ก.ย. 2567 | 10:48น.
เลิกเหอะ… ดีทรอยต์ออฟเอเชีย
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : อมร พวงงาม

นั่งอ่านบทสัมภาษณ์ “อาจารย์เปี๋ยม” ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

และที่ปรึกษาของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ที่ชำแหละโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย และแก้ปัญหาเร่งด่วนทางเศรษฐกิจอย่างไร

ยก 2 มือให้เลยครับ อ่านขาดทุกเรื่องจริง ประเทศไทยต้องทรานส์ฟอร์มหลายเรื่อง

ต้องเร่งด่วน ผลักดันภาคเกษตร เรื่องอาหารเราเป็นหนึ่งไม่แพ้ใคร

และที่สำคัญต้องหา Growth Engine ตัวใหม่เพื่อสร้างงานให้คนไทย

ถูกใจมากสุดคือ เลิกเหอะแนวคิดให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย”

จริง ๆ โอกาสที่เราจะแข่งกับจีนยากมาก

โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ที่จีนเดินหน้านโยบายเพิ่มการผลิตส่วนเกินแล้วใช้วิธีส่งออกถล่มตลาดโลก

เรื่องนี้มีรายงานมาตลอดว่า รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกทุกด้าน

โดยเฉพาะด้านภาษี ทำให้ต้นทุนต่ำลงมาก

ตัวอย่างที่ชัดเจน อุตฯรถยนต์จีนมีกำลังการผลิตกว่า 40 ล้านคันต่อปี

ขายกันเองภายในประเทศราว ๆ 25 ล้านคัน เหลือเป็นส่งออก 5 ล้านคัน

ดังนั้น จะมีกำลังการผลิตเหลือ ๆ อีกกว่า 10 ล้านคันต่อปี

ก็ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติมเพื่อระบายสต๊อกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ

บ้านเราก็บังเอิญ…

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

และทำได้ผลมาตั้งแต่ญี่ปุ่นตัดสินใจมาลงทุนบ้านเราเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว

ปลุกปั้นกันมาตั้งแต่รถปิกอัพโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรก ต่อด้วยอีโคคาร์ และกำลังจะต่อยอดโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 3 คือ EV

ต้องยอมรับว่ากลุ่มรถยนต์สันดาปที่เราผลักดันจนประเทศไทยสามารถมีกำลังผลิตต่อปีพุ่งไปแตะ 2 ล้านคัน

สร้างการจ้าง โดยเฉพาะซัพพลายเชนที่ป้อนชิ้นส่วนให้กับโรงงานผลิต

ถ้าคิดเป็นรายได้มหาศาลจริง แต่กำไรหลาย ๆ คนก็รู้ไม่ได้อยู่บ้านเราสักเท่าไหร่

เหลือให้แค่แรงงานกับรายได้ของบริษัทชิ้นส่วนคนไทยบ้างนิดหน่อยเท่านั้น

วันนี้พอขยับมาเป็นโรงงานผลิตรถ EV บอกตรง ๆ แทบไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรกับคนไทยเลย

เพราะจำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่ทางบีโอไอตกลงกับค่ายจีน 40% ซึ่งประกอบด้วย แบตเตอรี่กับ E พาร์ต ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบควบคุม, มอเตอร์, คอนเวอร์เตอร์

ตอนนี้บ้านเรายังไม่มีใครทำได้ ดังนั้น โอกาสของซัพพลายเออร์คนไทยมีเพียง 10% เช่น งานพลาสติก เบาะ เล็ก ๆ น้อย ๆ

อย่างลืมว่ารถสันดาป 1 คันใช้ชิ้นส่วนราว 30,000 ชิ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถ EV จะเหลือเพียง 3,000 ชิ้น

ต่างจากค่ายญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ท่อไอเสีย หม้อน้ำ สัดส่วนสูงถึง 70% ของรถทั้งคัน

ดังนั้น โอกาสที่ไทยจะกระโดดไปแข่งในอุตสาหกรรมการผลิตกับจีนเลิกฝัน ขนาดอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ยังหนาว

ประเทศไทยจะไปเหลืออะไร หาอย่างอื่นทำเหอะ…จริงมั้ย ?