คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อมร พวงงาม
นั่งอ่านบทสัมภาษณ์ “อาจารย์เปี๋ยม” ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
และที่ปรึกษาของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)
ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ที่ชำแหละโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย และแก้ปัญหาเร่งด่วนทางเศรษฐกิจอย่างไร
ยก 2 มือให้เลยครับ อ่านขาดทุกเรื่องจริง ประเทศไทยต้องทรานส์ฟอร์มหลายเรื่อง
ต้องเร่งด่วน ผลักดันภาคเกษตร เรื่องอาหารเราเป็นหนึ่งไม่แพ้ใคร
และที่สำคัญต้องหา Growth Engine ตัวใหม่เพื่อสร้างงานให้คนไทย
ถูกใจมากสุดคือ เลิกเหอะแนวคิดให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย”
จริง ๆ โอกาสที่เราจะแข่งกับจีนยากมาก
โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ที่จีนเดินหน้านโยบายเพิ่มการผลิตส่วนเกินแล้วใช้วิธีส่งออกถล่มตลาดโลก
เรื่องนี้มีรายงานมาตลอดว่า รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกทุกด้าน
โดยเฉพาะด้านภาษี ทำให้ต้นทุนต่ำลงมาก
ตัวอย่างที่ชัดเจน อุตฯรถยนต์จีนมีกำลังการผลิตกว่า 40 ล้านคันต่อปี
ขายกันเองภายในประเทศราว ๆ 25 ล้านคัน เหลือเป็นส่งออก 5 ล้านคัน
ดังนั้น จะมีกำลังการผลิตเหลือ ๆ อีกกว่า 10 ล้านคันต่อปี
ก็ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติมเพื่อระบายสต๊อกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ
บ้านเราก็บังเอิญ…
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
และทำได้ผลมาตั้งแต่ญี่ปุ่นตัดสินใจมาลงทุนบ้านเราเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว
ปลุกปั้นกันมาตั้งแต่รถปิกอัพโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรก ต่อด้วยอีโคคาร์ และกำลังจะต่อยอดโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 3 คือ EV
ต้องยอมรับว่ากลุ่มรถยนต์สันดาปที่เราผลักดันจนประเทศไทยสามารถมีกำลังผลิตต่อปีพุ่งไปแตะ 2 ล้านคัน
สร้างการจ้าง โดยเฉพาะซัพพลายเชนที่ป้อนชิ้นส่วนให้กับโรงงานผลิต
ถ้าคิดเป็นรายได้มหาศาลจริง แต่กำไรหลาย ๆ คนก็รู้ไม่ได้อยู่บ้านเราสักเท่าไหร่
เหลือให้แค่แรงงานกับรายได้ของบริษัทชิ้นส่วนคนไทยบ้างนิดหน่อยเท่านั้น
วันนี้พอขยับมาเป็นโรงงานผลิตรถ EV บอกตรง ๆ แทบไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรกับคนไทยเลย
เพราะจำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่ทางบีโอไอตกลงกับค่ายจีน 40% ซึ่งประกอบด้วย แบตเตอรี่กับ E พาร์ต ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบควบคุม, มอเตอร์, คอนเวอร์เตอร์
ตอนนี้บ้านเรายังไม่มีใครทำได้ ดังนั้น โอกาสของซัพพลายเออร์คนไทยมีเพียง 10% เช่น งานพลาสติก เบาะ เล็ก ๆ น้อย ๆ
อย่างลืมว่ารถสันดาป 1 คันใช้ชิ้นส่วนราว 30,000 ชิ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถ EV จะเหลือเพียง 3,000 ชิ้น
ต่างจากค่ายญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ท่อไอเสีย หม้อน้ำ สัดส่วนสูงถึง 70% ของรถทั้งคัน
ดังนั้น โอกาสที่ไทยจะกระโดดไปแข่งในอุตสาหกรรมการผลิตกับจีนเลิกฝัน ขนาดอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ยังหนาว
ประเทศไทยจะไปเหลืออะไร หาอย่างอื่นทำเหอะ…จริงมั้ย ?