Skip to content

เปิดใจ ‘ยูอิจิ ชิมิซุ’ ไทยฮอนด้า อยากขยาย ‘ความสุข’

13 ส.ค. 2568 | 09:28น.
เปิดใจ ‘ยูอิจิ ชิมิซุ’ ไทยฮอนด้า อยากขยาย ‘ความสุข’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ปีนี้ครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้า “เราอยากขยายความสุข”

นี่เป็นคำบอกเล่าถึงทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจ และการก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 61 และในปีถัด ๆ ไปของไทยฮอนด้า บริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เรือ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “ฮอนด้า”

“ยูอิจิ ชิมิซุ” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ได้ออกมาแสดงความมุ่งมั่น รวมทั้งยังได้ฉายภาพให้เห็นว่า ไทยฮอนด้า จะขับเคลื่อนไปจากนี้ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

ประเมินทิศทางตลาดปีนี้

สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ 6 เดือนแรกที่ผ่านมา มียอดจำหน่าย 1.06 ล้านคัน เติบโต 1% ส่วนฮอนด้ามียอดขาย 860,000 คัน โต 2% ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการจะอยู่ที่ 1.68-1.73 ล้านคัน โต 1% และฮอนด้าตั้งเป้าหมายการขายที่ 1.36-1.4 ล้านคัน โตกว่าตลาดรวมเล็กน้อย คือ 2%

เป็นผลมาจากปัจจัยหลากหลายด้าน ทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อ นโยบายทรัมป์ ผลกระทบชายแดน และสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้แทนจำหน่าย รวมไปถึงลูกค้าผู้ใช้รถด้วย ส่งผลกระทบต่อดีลเลอร์และลูกค้า

ปรับสินค้าให้เข้าถึงง่าย

ไทยฮอนด้าเตรียมแผนงานเพื่อรองรับไว้ โดยสิ่งแรกที่ได้นำมาปรับใช้ คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของตลาด เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงรถจักรยานยนต์ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งบริการหลังการขายที่เข้าถึงได้ง่าย สินค้า คงทน ค่าซ่อม ค่าอะไหล่อยู่ในราคาที่เข้าถึงได้

บริษัทได้เดินหน้าเจรจาร่วมกับพันธมิตรไฟแนนซ์ เพื่อพยายามทำให้ลูกค้าเข้าถึงรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น มีภาระต่อเดือนไม่สูงมาก

ส่วนตลาดครึ่งปีหลัง ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าท้ายที่สุดจะไปจบเท่าไร แต่วันนี้ทุกฝ่ายพยายามทำงานหนักเพื่อผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

ยังมีโอกาสเติบโต

ฮอนด้าพบว่าไทยยังมีครัวเรือนที่ไม่มีรถอยู่หลาย “ล้านครัวเรือน” ทำให้วันนี้เราแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่มีกำลังซื้อ แต่ยังไม่สนใจซื้อรถจักรยานยนต์ และกลุ่มผู้ที่อยากซื้อ แต่อาจจะยังไม่มีกำลังมากพอ

แน่นอนว่าปีนี้เป็นปีครบ 60 ปี ฮอนด้าอยากขยายความสุขไปกลุ่มนี้ ด้วยการนำเสนอสินค้าให้คนเข้าถึงได้ อย่างทั่วถึงซึ่งเราถือเป็นการขยายความสุขให้กระจายออกไป

ฮอนด้าไม่ได้แค่อยากขยายตลาด แต่อยากขยายความสุขที่ได้รับจากการขับขี่ให้กับคนกลุ่มนี้ด้วย

ลงทุนเพิ่ม-ผลกระทบส่งออก

ตอนนี้เราอยู่ระหว่างติดตามรายละเอียดในส่วนของภาษีทรัมป์ แน่นอนภาษีเราต้องเสียเพิ่ม ไม่ใช่แค่เรา คนอื่นก็เสียนะ ผลก็คือลูกค้าต้องซื้อสินค้าที่แพงขึ้นจะเป็นอย่างไร ฮอนด้าเฝ้าดูอยู่ ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ผลิตจากประเทศไทยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศถึง 90% ทำให้ไม่ได้กังวลเท่าไหร่

ปัจุบันเราส่งออกรถจักรยานยนต์ไป 74 ประเทศทั่วโลก ราว ๆ 280,000 คัน และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ เครื่องเรืออีก 81 ประเทศ

เราต้องจับตาคือ ผลกระทบทางอ้อม อย่างจีนที่มีผลกระทบภาษี ก็อาจจะเปลี่ยนเป้าหมายมาส่งที่ไทย หรือประเทศที่เราทำตลาดอยู่ อาจจะกระทบมากก็ต้องติดตาม ส่วนการลงทุนเพิ่มเติม ในเร็ว ๆ นี้ยังไม่มีการลงทุนใหญ่แต่อย่างใด ส่วนเครือข่ายการจัดจำหน่ายนั้น ก็จะไม่มีการเพิ่มจาก 1,200-1,300 แห่งแต่อย่างใด สิ่งที่เราเพิ่มคือการขยายส่วนของการบริการเข้าไปยังชุมชนให้ได้ใกล้ที่สุด

ทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์อีวี

ที่ผ่านมา ไทยฮอนด้าได้แนะนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ออกสู่ตลาดประเทศไทยไปแล้วถึง 2 รุ่น

แต่เป็นการทำตลาดในกลุ่ม B2B คือ Honda CUV e และ Honda BENLY e ไปก่อนหน้านี้ มีจำนวนประมาณ 800 คัน

แน่นอนว่าไทยฮอนด้าได้ประกาศพันธสัญญาไว้แล้ว ว่าฮอนด้าจะพยายามนำเสนอรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาด โดยเราเริ่มแล้วในส่วนของ B2B และได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งสถานีชาร์จปีนี้น่าจะมี 54 แห่ง

ส่วนตลาดลูกค้าทั่วไปหรือ B2C แน่นอนว่า เราก็อยากจะทำตลาดและขายได้เหมือนรถรุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบัน เพราะเราไม่ต้องการ “ยัดเยียด” ให้กับคนที่ไม่ได้มีความต้องการ หรือไม่อยากซื้อ หากลูกค้าที่มีความต้องการฮอนด้าก็พร้อมจะดูแล

รถจักรยานยนต์อีวี ที่ทำตลาดในกลุ่ม B2B ปัจจุบัน ก็ผลิตจากโรงงานฮอนด้า ลาดกระบัง

ส่วนกรณีที่เวียดนามเตรียมสนับสนุน และให้ใช้รถจักรยานยนต์อีวีนั้น ปัจจุบันในเวียดนามไม่มีโรงงานใดทำได้ หากเวียดนามบังคับให้ไปใช้รถจักรยานยนต์อีวีหมด แล้วต้นทุนถูกมาก ก็มีความเป็นไปได้ว่าฮอนด้าอาจจะนำเข้าจากตรงนี้เข้ามาทำตลาด ทุกอย่างมีความเป็นไปได้หมด

ถ้าแผนงานที่วางไว้ กับสถานการณ์และความต้องการของตลาดมีความแตกต่างกันมาก ไทยฮอนด้าก็ต้องปรับให้เหมาะสม