เอ็มจีลั่นเดินหน้า ลุยตลาดรถยนต์ต่อเนื่องตั้งเป้าขายปีนี้ที่ 3 หมื่นคัน แย้มส่งรุ่นใหม่ลุยตลาด เร่งเพิ่มความแข็งแกร่งงานบริการหลังการขาย ปูทางรับตลาดโตใน 2-3 ปีจากนี้ หวังขึ้นแท่นยอดขายติดอันดับ ท็อป 3 ในไทย
นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการดำเนินธุรกิจของเอ็มจี (MG) ปีนี้ ถือเป็นปีแห่งการรักษาฐานของตัวเองให้ได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรองรับการเติบโตของบริษัทในอีก 2-3 ปีจากนี้ ด้วยความพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและยอดขายให้อยู่ในระดับ 30,000 คันในปีนี้ และตั้งส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ไม่น้อยกว่า 5%
จากปี 2568 ที่ผ่านมา เอ็มจีมียอดขายที่ 22,000 คัน โต 10% เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทได้กำหนดว่าจะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ระดับ 5% กว่า 10 ปีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
และจากนี้ บริษัทกำหนดเป้าหมายว่ามียอดขายติดอันดับ ท็อป 3 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในอนาคต และแน่นอนว่า เอ็มจีจะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่น้อยกว่า 10% โดยช่วงเวลาจากนี้ไปคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลา อย่างน้อย 2-3 ปีเพื่อสร้างรากฐานให้แข็งแรงเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
โดยจากนี้เอ็มจีจะมุ่งเน้นการพัฒนาและเสริมสร้างบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมองไปที่โกบียอนด์ และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับลูกค้าเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และยกระดับงานบริการหลังการขาย
เนื่องจากบริษัทมองว่าสิ่งสำคัญที่ค่ายรถยนต์ต้องเน้นคือ การบริการหลังการขาย โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จีนต้องแข่งขันพัฒนาตรงนี้ นอกจากเร่งแรงกันที่ยอดขายแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาจีนได้เปรียบจากการนำเข้ารถยนต์อีวีมาจำหน่ายด้วยต้นทุนที่ต่ำ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาช่วงที่ผ่านมา
แต่จากนี้ไปสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเน้นมาก คืองานบริการหลังการขาย เพราะการลดราคานั้นจะทำได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ หากค่ายรถยนต์รายใดมีโรงงานก็ต้องเผชิญสภาพเดียวกับเอ็มจี คือ มีต้นทุนที่สูง ทำให้ไม่สามารถลดราคาลงมาแข่งขันได้ ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับใช้ คือ คุณภาพของสินค้าและบริการหลังการขายที่จะมัดใจผู้บริโภคชาวไทย
“ตอนนี้ราคารถยนต์ถูกลงไปมาก และเหลือพื้นที่น้อยลงสำหรับตลาดอีวี ดังนั้นจากนี้ไปเราจะใช้เสียงของลูกค้าเป็นหลัก แนวทางการตลาดต้องเหมือนค่ายญี่ปุ่นเน้นค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องไปอย่างรวดเร็ว หรือ Quick Win หากต้องการชนะ และเอ็มจีเราเตรียมพร้อมตรงนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาต้นทุนเราสูงกว่าทำให้ราคารถของเราไม่เหมือนค่ายอีวีจีนในปัจจุบัน”
ขณะที่ยอดขายรถยนต์โดยรวมปีนี้ คาดว่าจะมีความต้องการใกล้เคียงปีก่อน อยู่ที่ 600,000 คัน เนื่องจากยังต้องพิจารณาจากปัจจัยรอบด้านโดยเฉพาะ เศรษฐกิจในภาพรวม มาตรการความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ยังไม่มีสัญญาณบวกออกมาให้เห็นมากนัก
โดยเฉพาะในส่วนของตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ที่คาดว่าตลาดจะกลับไปอยู่ในระดับเท่าเดิมก่อน ยังต้องใช้เวลา ส่วนรถยนต์นั่ง และรถยนต์ไฟฟ้าเองนั้น หากปีนี้สามารถรักษายอดขายใกล้เคียงกับปีก่อนถือเป็นเรื่องที่ดี
โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายรวมใกล้เคียงปีก่อนเช่นเดียวกัน คือ 120,000 คัน ซึ่งต้องยอมรับว่ารถในกลุ่มนี้ได้ถูกดึงดีมานด์ไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่าน จากการสิ้นสุดของมาตรการ อีวี 3.0 และ 3.5 ที่สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมลดลง
“ช่วงที่ผ่านมารถอีวีถูกกระตุ้นความต้องการและดึงดีมานด์ไปพอสมควร ดังนั้นในช่วง 1-2 เดือนแรก ตลาดจะค่อนข้างซัพเฟอร์ และน่าจะปรับตัวได้ดีขึ้นราวเดือนมีนาคม หรือเมษายน ที่จะมีงานมอเตอร์โชว์น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น บวกกับค่ายรถยนต์จะส่งรถรุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด รวมทั้งเอ็มจีด้วย”
นายพงษ์ศักดิ์ยังกล่าวต่อไป วันนี้ค่ายรถยนต์จีนส่วนใหญ่ที่ให้ความสนใจเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนั้นต่างมองว่า ประเทศไทยเป็นหน้าต่าง หรือตลาดสำคัญในการเริ่มต้นเพื่อขยายไปยังตลาดต่าง ๆ ของภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมามีแบรนด์จีนเข้ามาทำตลาดและตัดสินใจลงทุนใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกด้วย
ส่วนการแข่งขันในตลาดนั้นเชื่อว่าจากนี้ รูปแบบการแข่งขันและการทำตลาดของรถแบรนด์จีนนั้นจะเริ่มชะลอความรวดเร็วในการทำตลาดลง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการส่งรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด มีโมเดลและการทำโปรโมชั่นการขายค่อนข้างรุนแรง แต่จากนี้ไปเชื่อว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ชะลอตัวและขับเคลื่อนไปใกล้เคียงกับสภาพตลาดที่เป็นจริงมากที่สุด