เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทีทีบี ครึ่งปีกำไรสุทธิ 10,683 ล้านบาท ไตรมาส 2 ตั้งสำรองเพิ่มรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
Finance ทีทีบี ครึ่งปีกำไรสุทธิ 10,683 ล้านบาท ไตรมาส 2 ตั้งสำรองเพิ่มรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
อมตะ-PTT ลาว เดินหน้า EV Truck Park เชื่อมโลจิสติกส์ไปจีน
Economic อมตะ-PTT ลาว เดินหน้า EV Truck Park เชื่อมโลจิสติกส์ไปจีน
ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,800 บาท
Pax Silica สหรัฐฯ – WAICO จากจีน ศึกชิงระเบียบโลก AI
Tech Pax Silica สหรัฐฯ – WAICO จากจีน ศึกชิงระเบียบโลก AI
‘ศุภจี’ เซ็น 2 MoU ไทย-จีน ดัน MSMEs เข้าห่วงโซ่อุปทาน-คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
Economic ‘ศุภจี’ เซ็น 2 MoU ไทย-จีน ดัน MSMEs เข้าห่วงโซ่อุปทาน-คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
‘วัชระพล’ สั่ง อ.ส.ค.เร่งระบายนมค้างสต๊อก ก่อนของบรัฐ ชูแผนตลาดกู้วิกฤตขาดทุน
Economic ‘วัชระพล’ สั่ง อ.ส.ค.เร่งระบายนมค้างสต๊อก ก่อนของบรัฐ ชูแผนตลาดกู้วิกฤตขาดทุน
อ.ต.ก. ปักหมุด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมสินค้าเกษตรท้องถิ่น สู่ผู้บริโภคไทย-ตลาดญี่ปุ่น
Economic อ.ต.ก. ปักหมุด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมสินค้าเกษตรท้องถิ่น สู่ผู้บริโภคไทย-ตลาดญี่ปุ่น
“วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026
Biz Movement “วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026
ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มคุ้มทุกวันธรรมดา รับคูปองแทนเงินสด 50 บาท
Business ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มคุ้มทุกวันธรรมดา รับคูปองแทนเงินสด 50 บาท
‘ศุภจี’ แวะญี่ปุ่นเร่งขายสินค้าไทย ดันกล้วยหอมชิงตลาดนำเข้า 1 ล้านตัน
Economic ‘ศุภจี’ แวะญี่ปุ่นเร่งขายสินค้าไทย ดันกล้วยหอมชิงตลาดนำเข้า 1 ล้านตัน
ดูทั้งหมด

เมื่อธรรมชาติกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศ’ โอกาสใหม่ของภาคเอกชนไทย

23 พ.ค. 2569 | 14:05น.
10-2
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน :นภนต์ บุรีคำ/ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)/SCB EIC Online : www.scbeic.com

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน ทั้งระดับนํ้าทะเลที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และความเสี่ยงจากนํ้าท่วมที่รุนแรงขึ้น ล้วนกำลังกดดันทั้งชุมชนชายฝั่ง ระบบสาธารณูปโภค และทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพา “โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม” เช่น ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ และเครื่องสูบน้ำ เป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ มาตรการดังกล่าวยังคงมีความจำเป็น แต่ในโลกที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวอาจมีต้นทุนสูงขึ้น และอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว

ทิศทางสำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม เช่น การสร้างกำแพงให้สูงขึ้น แต่คือการออกแบบระบบป้องกันประเทศที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและธรรมชาติทำงานร่วมกัน ในบริบทนี้การฟื้นฟูชายฝั่ง โดยเฉพาะป่าชายเลน จึงไม่ใช่เพียงโครงการอนุรักษ์ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงการลดความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ การสร้างมูลค่าจากระบบนิเวศ การยกระดับคุณภาพของตลาดคาร์บอนและ ESG และการเปิดทางให้เกิดโมเดลการลงทุนรูปแบบใหม่ บทความนี้จึงพิจารณาประเด็นดังกล่าวผ่าน 4 มิติสำคัญดังต่อไปนี้

1. ป่าชายเลน : โครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต

ป่าชายเลนเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Nature-Based Infrastructure เพราะทำหน้าที่เหมือนโครงสร้างพื้นฐาน แต่เติบโต ซ่อมแซม และสร้างประโยชน์ร่วมได้ในเวลาเดียวกัน บทบาทสำคัญของป่าชายเลน ได้แก่

-ลดความเสี่ยงทางกายภาพ

-สนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

-กักเก็บคาร์บอนและสร้างคุณค่าด้าน Blue Carbon

-สร้างผลประโยชน์ร่วมต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

ด้วยเหตุนี้ป่าชายเลนจึงไม่ใช่เพียง “พื้นที่สีเขียว” แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างมูลค่าให้กับประเทศในระยะยาว

2. จากคุณค่าทางนิเวศ สู่ผลตอบแทนทางธุรกิจ

สำหรับภาคเอกชน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพิสูจน์ว่า “การฟื้นฟูชายฝั่งมีประโยชน์หรือไม่” แต่คือ “การทำให้ประโยชน์เหล่านั้นกลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้อย่างไร” โครงการอาจสร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจได้มาก แต่หากยังไม่มีผู้จ่าย ไม่มีรายได้ที่ชัดเจน หรือไม่มีวิธีแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้รับประโยชน์กับผู้ลงทุน โครงการก็ยังอาจไม่สามารถดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์ได้

การฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งอาจช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง เช่น ลดความเสียหายจากน้ำท่วม ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเสี่ยงต่อธุรกิจ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับชุมชนที่เปราะบาง แต่คุณค่าเหล่านี้จะยังไม่กลายเป็นผลตอบแทนของนักลงทุน จนกว่าจะมีกลไกที่ทำให้สามารถวัด ประเมินราคา และเชื่อมโยงกับรายได้หรือประโยชน์ทางการเงินได้

ในมุมของบริษัทและนักลงทุน การฟื้นฟูจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์หรือการกุศล แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กลไกที่อาจช่วยเชื่อมช่อว่างนี้ ได้แก่

-Blue Carbon Credits สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศชายฝั่ง

-Blended Finance ใช้เงินทุนภาครัฐ เงินให้เปล่าหรือเงินสนับสนุนบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงและดึงดูดเงินลงทุนภาคเอกชน

-Resilience-linked Finance เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับผลลัพธ์ด้านการลดความเสี่ยง เช่น น้ำท่วมลดลง ความเสียหายลดลง หรือพื้นที่เสี่ยงที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

-Green/Sustainable Finance เปิดทางให้โครงการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสม หากมีเกณฑ์และหลักฐานรองรับชัดเจน

มูลค่าของธรรมชาติจะกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ก็ต่อเมื่อมีระบบที่ทำให้คุณค่านั้น “วัดได้ ตรวจสอบได้ และลงทุนได้” สำหรับธุรกิจการฟื้นฟูชายฝั่งจึงสามารถเชื่อมโยงวาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การลดคาร์บอน การบริหารความเสี่ยงทางกายภาพ และการสร้างกลยุทธ์ความยั่งยืน หรือ ESG ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น

3. ตลาดกำลังเปลี่ยน : จากปริมาณคาร์บอน สู่คุณภาพของผลลัพธ์

ตลาด ESG และตลาดคาร์บอนในระดับโลกกำลังเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนคาร์บอนเครดิต” ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และผลประโยชน์ร่วมที่พิสูจน์ได้ สำหรับโครงการฟื้นฟูชายฝั่ง สิ่งที่จะทำให้โครงการมีคุณภาพสูงขึ้น ได้แก่ การกักเก็บหรือลดก๊าซเรือนกระจกที่พิสูจน์ได้, การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ, ผลลัพธ์ด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นของพื้นที่, ระบบติดตาม รายงานและตรวจสอบผลที่น่าเชื่อถือ, ประโยชน์ต่อชุมชนชายฝั่งและท้องถิ่น, ระบบติดตาม รายงานและตรวจสอบผลที่น่าเชื่อถือ และธรรมาภิบาลของโครงการที่โปร่งใส

อย่างไรก็ดีตลาดไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ ราคาคาร์บอนยังไม่สูงพอที่จะจูงใจการลงทุนขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่มูลค่าของ “ความยืดหยุ่น” เช่น ความเสียหายที่ลดลงหรือความสามารถในการฟื้นตัวของพื้นที่ ยังไม่มีวิธีที่ประเมินที่เป็นมาตรฐานและยอมรับได้กว้างขวาง

นี่คือเหตุผลที่โครงการจำนวนมากยังต้องอาศัย Blended Finance ซึ่งผสมผสานเงินทุนภาครัฐ เงินสนับสนุนหรือเงินให้เปล่า และเงินลงทุนภาคเอกชน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและทำให้โครงการมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

4. จากกรณี DITTO สู่ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย

กรณีของ DITTO สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจใหม่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น การฟื้นฟูป่าชายเลนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เริ่มถูกจัดการในฐานะสินทรัพย์ที่ต้องการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ผ่านสิทธิการพัฒนาระยะยาว ระบบข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล การติดตามผล และธรรมาภิบาลที่รองรับ สิ่งที่ทำให้โมเดลลักษณะนี้น่าสนใจคือการพยายามลดความไม่แน่นอนของสินทรัพย์ธรรมชาติ ผ่านองค์ประกอบสำคัญ เช่น สิทธิหรือกรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจน การติดตามผลต่อเนื่อง ระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ธรรมาภิบาลที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การวัดผลด้านคาร์บอนและผลกระทบเชิงพื้นที่ และโครงสร้างทางการเงินที่เชื่อมโยงผลลัพธ์กับมูลค่า

อย่างไรก็ตาม DITTO ควรถูกมองว่าเป็นตัวอย่างระยะแรกของสิ่งที่เป็นไปได้ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าตลาดทั้งหมดพร้อมแล้ว สิ่งที่กรณีนี้บอกเราคือ การฟื้นฟูระบบนิเวศ เทคโนโลยีดิจิทัล การติดตามผล และการออกแบบโครงสร้างทางการเงิน เริ่มเชื่อมโยงเข้าหากันมากขึ้น

การฟื้นฟูชายฝั่งอาจยังไม่ใช่คำตอบทางการเงินที่รับประกันผลสำเร็จทันที แต่เป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หากสามารถทำให้คุณค่าของธรรมชาติถูกวัดได้ ตรวจสอบได้ และลงทุนได้จริง ธรรมชาติจะไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องปกป้อง แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ