นพ.กฤษณ์ จาฏามระ เล่างานวิจัย OPTIMA Trial ทางเลือกมะเร็งเต้านม ไม่ต้องให้คีโม
หลายคนยังเข้าใจว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้วต้องผ่าตัด ฉายแสง และให้เคมีบำบัดเสมอ แต่ความจริงในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป งานวิจัยทางคลินิกระดับโลกชื่อ “OPTIMA Trial” ซึ่งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม เป็นสถาบันเดียวในภูมิภาคเอเชียที่เข้าร่วม ได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มหนึ่งสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องรับเคมีบำบัด
ก่อนจะพูดถึงงานวิจัย นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม เล่าถึงชีวิตประจำวันของตัวเองแบบเรียบง่ายกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งศูนย์ ได้ยึดหลักไม่แบ่งแยกว่าผู้ป่วยที่เข้ามาเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นคนไข้สิทธิรัฐบาล คนไข้ที่จ่ายเอง หรือแม้แต่ชาวต่างชาติ ทุกคนได้รับการตรวจรักษาในอัตราเดียวกันและไม่มีการเก็บกำไรเพิ่ม
แม้ว่าปัจจุบันจะอายุ 81 ปีแล้ว เขายังคงทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน ตื่นแต่เช้าเพื่อประชุมกับทีมทุกวันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ทุกวันอังคารและพฤหัสบดียังคงเข้าห้องผ่าตัดด้วยตัวเองให้กับผู้ป่วยที่มาจากชุมชนแออัดและไม่มีกำลังจ่าย โดยมีโครงการบ้านพักสำหรับผู้ป่วยที่ขาดโอกาสในพื้นที่มีนบุรี เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด หรือไม่มีที่พักระหว่างการรักษาต่อเนื่อง เป็นอีกส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ต้องการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ควบคู่ไปกับการสอนนักศึกษาแพทย์ในห้องผ่าตัด
เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ทุ่มเทกับเรื่องนี้มานานกว่าสิบปี เขาตอบสั้น ๆ ว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรพิเศษ พร้อมยกคำโควตของ Edmund Hillary นักปีนเขาคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอเรสต์ ที่เคยถูกถามว่าอะไรจูงใจให้ปีน แล้วตอบเพียงว่า ‘Because it’s there’ เพราะภูเขาลูกนั้นมันอยู่ตรงนั้น
เหตุผลของตัวเองก็คล้ายกัน คือเห็นว่าคนไข้ต้องการสิ่งนี้ แต่มันยังไม่มีอยู่ในระบบ เขาก็แค่ลงมือสร้างมันขึ้นมาเอง และทิ้งท้ายอย่างติดตลกแต่จริงจังว่า เกิดมาเป็นลูกชาวนาน่าจะง่ายกว่านี้เยอะ แต่ในเมื่อได้รับโอกาสจากพ่อแม่มามากแล้ว สิ่งที่ทำได้คือทำสิ่งดี ๆ ให้เกินกว่าที่ตัวเองได้รับมา
ให้คีโมเป็นแพตเทิร์น
นายแพทย์กฤษณ์เล่าต่อว่า วิธีรักษามะเร็งเต้านมมาตรฐานที่ใช้กันมานานคือ ผ่าตัด ฉายแสง ให้เคมีบำบัด แล้วตามด้วยยาต้านฮอร์โมนในผู้ป่วยบางกลุ่ม แพทย์ส่วนใหญ่มักให้เคมีบำบัดตามแบบแผนเดิม โดยเฉพาะเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่หรือลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง โดยไม่ได้แยกแยะเป็นรายบุคคล ว่าผู้ป่วยแต่ละคนจำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดจริงหรือไม่
ปัญหาคือ เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงที่หนักสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก ทั้งผมร่วง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องนานหลายเดือน ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากเคมีบำบัดเลย เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่มีวิธีบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าใครอยู่ในกลุ่มนั้น
“OPTIMA Trial” เป็นงานวิจัยทางคลินิกที่ริเริ่มโดยมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและหน่วยวิจัยทางคลินิกแห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริก ร่วมกับสถานพยาบาลชั้นนำใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ สวีเดน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศไทย โดยศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ เป็นสถาบันแห่งเดียวในเอเชียที่เข้าร่วม

หลักการคือ นำชิ้นเนื้อมะเร็งที่ตัดออกจากการผ่าตัดไปวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมเชิงลึกถึง 50 ยีน หรือที่เรียกว่า PAM50 เพื่อประเมินว่าเนื้องอกของผู้ป่วยรายนั้นมีแนวโน้มตอบสนองต่อเคมีบำบัดหรือไม่ และจัดกลุ่มเป็นความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำ จากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมวิจัยกว่า 4,000 คน
ผลการศึกษาระยะ 5 ปี พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่มีคะแนนความเสี่ยงต่ำไม่จำเป็นต้องรับเคมีบำบัดเพิ่มเติม สามารถรักษาด้วยยาฮอร์โมนบำบัดชนิดรับประทานเพียงอย่างเดียวได้อย่างปลอดภัย โดยอัตราการไม่กลับมาเป็นซ้ำของโรคเทียบเท่ากับกลุ่มที่ได้รับเคมีบำบัด
โดยใช้การตรวจแบบ PAM50 ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการตรวจ Oncotype DX ที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกา ที่วิเคราะห์ยีนจำนวน 21 ยีน แต่มีค่าใช้จ่ายเกือบสองแสนบาทและต้องรอผลนานหลายสัปดาห์ ขณะที่การตรวจของศูนย์ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพราะห้องปฏิบัติการอยู่ภายในอาคารเดียวกัน และคิดค่าใช้จ่ายในอัตราหน่วยงานรัฐ ต่ำกว่าการส่งตรวจในต่างประเทศมาก ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจชนิดนี้ได้ง่ายขึ้น
หลายคนเชื่อว่าการรักษามะเร็งเต้านมต้องใช้เงินหลักแสนขึ้นไป นายแพทย์กฤษณ์ชี้แจงว่า ค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ศูนย์ เป็นไปตามอัตราของหน่วยงานรัฐ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่คิดกันในโรงพยาบาลเอกชนทั่วไปมาก ยกตัวอย่างเช่น การตรวจ MRI เต้านมที่อื่นอาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท แต่ที่ศูนย์คิดในอัตราเพียงหลักพันบาทต้น ๆ เนื่องจากเป็นการให้บริการในนามหน่วยงานของรัฐที่ไม่แสวงหากำไร
เขาย้ำว่าผู้ป่วยที่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นต้องกลัวจนไม่กล้าเข้ารับการตรวจ เพราะการตรวจพบเร็วมักหมายถึงค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการรักษาที่น้อยกว่าด้วย
“แนวคิดเรื่องการงดเคมีบำบัดในผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำยังคงเป็นเรื่องที่แพทย์หลายคนทั่วโลกไม่ยอมรับในทันที เพราะขัดกับแบบแผนการรักษาที่ยึดถือกันมานาน แต่เมื่อผลการวิจัยนี้ได้รับการพิสูจน์ในระดับสากลแล้ว ผู้ป่วยมีสิทธิรู้ว่าตัวเองมีทางเลือก และมีสิทธิสอบถามแพทย์ผู้รักษาว่าตนเองจำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดจริงหรือไม่ เพราะหากไม่มีข้อมูลนี้เผยแพร่ออกไป ผู้ป่วยจำนวนมากก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองมีทางเลือกอื่นนอกจากเคมีบำบัด”
ทั้งนี้นายแพทย์กฤษณ์ย้ำว่า การตรวจนี้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกราย และการจะข้ามขั้นตอนเคมีบำบัดได้หรือไม่ ยังต้องผ่านการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลตนเองโดยตรง ไม่ควรตัดสินใจเองจากข้อมูลทั่วไป
สำหรับอนาคตกำลังพิจารณาปรับเกณฑ์การตัดสินใจให้เคมีบำบัดให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของอังกฤษมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำได้มากกว่าเดิม โดยยังต้องอาศัยงานวิจัยและข้อมูลรองรับอย่างต่อเนื่อง
เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา