เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ประมวลเหตุ สำนักงานศาลปกครอง X สำนักงาน กสทช.
Tech ประมวลเหตุ สำนักงานศาลปกครอง X สำนักงาน กสทช.
กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตร ปั้นโปรเจ็กต์ “Roadmap for Growth” เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการขยายตลาด
Finance กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตร ปั้นโปรเจ็กต์ “Roadmap for Growth” เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการขยายตลาด
ชำแหละต้นทุนรัฐ ข้าราชการ 1 คนใช้เงิน 40 ล้าน ‘อ.สุนิสา’ ชี้ลด 3 หมื่นตำแหน่ง “น้อยเกินไป”
Politics ชำแหละต้นทุนรัฐ ข้าราชการ 1 คนใช้เงิน 40 ล้าน ‘อ.สุนิสา’ ชี้ลด 3 หมื่นตำแหน่ง “น้อยเกินไป”
ออมสิน ชี้ครูสมัครใช้สิทธิ์ลดดอกเบี้ยแล้ว 80,000 บัญชี ปิดรับ 31 ต.ค.นี้
Finance ออมสิน ชี้ครูสมัครใช้สิทธิ์ลดดอกเบี้ยแล้ว 80,000 บัญชี ปิดรับ 31 ต.ค.นี้
ดาต้าเซ็นเตอร์ ดันราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรม พุ่งไร่ละ 6-8 ล้าน
Real Estate ดาต้าเซ็นเตอร์ ดันราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรม พุ่งไร่ละ 6-8 ล้าน
ทรงวาดจ่อปั้น ‘Old Town & Riverside’ เชื่อม 3 ย่านประวัติศาสตร์ ตลาดน้อย-ทรงวาด-จักรวรรดิ
Biz Movement ทรงวาดจ่อปั้น ‘Old Town & Riverside’ เชื่อม 3 ย่านประวัติศาสตร์ ตลาดน้อย-ทรงวาด-จักรวรรดิ
ธอส. ส่งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% เขย่าตลาด พร้อมสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2%
Finance ธอส. ส่งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% เขย่าตลาด พร้อมสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2%
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึง New Economy-บริษัทต่างชาติเข้าตลาด เริ่ม 11 ก.ย.นี้
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึง New Economy-บริษัทต่างชาติเข้าตลาด เริ่ม 11 ก.ย.นี้
NC ผนึก Panasonic ตั้งศูนย์วิจัย ‘Lifestyle Labo’ ต่อยอดนวัตกรรมบ้านยุคใหม่ สู่ ‘สภาวะน่าสบาย’
Real Estate NC ผนึก Panasonic ตั้งศูนย์วิจัย ‘Lifestyle Labo’ ต่อยอดนวัตกรรมบ้านยุคใหม่ สู่ ‘สภาวะน่าสบาย’
ศุภจี ถก USTR เร่งปิดดีลการค้า สหรัฐให้ความมั่นใจไทย จะได้อัตราภาษีเป็นธรรม
Politics ศุภจี ถก USTR เร่งปิดดีลการค้า สหรัฐให้ความมั่นใจไทย จะได้อัตราภาษีเป็นธรรม
ดูทั้งหมด

ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตวัยทำงาน

08 พ.ย. 2566 | 14:21น.
ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตวัยทำงาน

ในปัจจุบันเราจะสังเกตว่า ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ต่างล้วนแล้วแต่พัฒนาตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง อาการป่วยต่าง ๆ ก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ซึ่งเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนส่วนใหญ่ทำให้เกิดโรคหรืออาการใหม่ ๆ ขึ้น อาการออฟฟิศซินโดรมก็เช่นกัน อาการนี้สามารถพบได้มากในวัยทำงานที่มาจากพฤติกรรมอยู่ที่ใดท่าหนึ่งนานจนเกินไปนั่นเอง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับออฟฟิศซินโดรมมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกที่ว่าอาการออฟฟิศซินโดรมคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง แล้วควรจะป้องกันตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้มีอาการ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใจได้ง่าย และครบถ้วน ไปเริ่มกันเลย

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร

ออฟฟิศซินโดรม คือปัญหาทางสุขภาพ ไม่ได้เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่เกิดจากการทำงานในสำนักงาน หรือโต๊ะทำงาน เป็นเวลานาน โดยอาการของออฟฟิศซินโดรมจะเกิดกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดตา ปวดศีรษะ ข้อมือ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะเกิดการไลฟ์สไตล์การทำงาน ที่เกิดจากการใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรืออยู่ในท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งกำลังพบมากในวัยทำงาน ณ ปัจจุบัน

สัญญาณอาการออฟฟิศซินโดรม

เนื่องจากการเกิดออฟฟิศซินโดรมจะเกิดจากไลฟ์สไตล์ในการทำงาน แต่ละคนก็มีหน้าที่ปฏิบัติแตกต่างกันไป จุดเริ่มต้นในการเกิดออฟฟิศซินโดรมจึงแตกต่างกันไป แต่ก็มีสัญญาณที่พบได้บ่อยคือ

  1. ปวดคอและไหล่ มักจะเกิดจากการที่ต้องหน้าคอมพิวเตอร์ หรือการนั่งหลังค่อมกับโต๊ะทำงาน ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อและไหล่ตึงได้
  2. ปวดหลัง การนั่งที่เดิมเป็นเวลานาน ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ มักจะทำให้กล้ามเนื้อหลัง ไปจนถึงโครงสร้างต่าง ๆ บริเวณหลังเกิดความตึงขึ้นมาได้ ทำให้เกิดความไม่สบายตัวขึ้น
  3. ปวดตา เป็นอีกปัญหาสุขภาพที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมนั้นคือเรื่องสายตา อันเนื่องมาจากการจ้องหรือมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจจะทำให้อาการตาแห้ง ตาพร่ามัว ตาล้า ไปจนถึงมีอาการปวดศีรษะได้
  4. ปวดข้อมือ การทำกกิจกรรมซ้ำ ๆ ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือนิ้วล็อกขึ้นมาได้
  5. ปวดหัว เกิดจากหลากหลายปัจจัย ซึ่งอาจจะมาจากความเครียด หรือผลกระทบจากการปวดตา ก็สามารถทำให้ปวดหัว และไมเกรนได้
  6. เหนื่อยง่ายขึ้น เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่จำเป็นต้องนั่งอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ได้มีการขยับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อล้าได้ง่าย จนมีความรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายขึ้น
  7. อิริยาบถที่ไม่ดี การนั่งเป็นเวลานาน นอกจากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อล้าแล้ว ท่านั่งที่ไม่ดี ยังจะทำให้เกิดไหล่โค้งมน หลังงอ หรือหลังค่อมเป็นต้น
  8. น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะร่างกายที่ไม่ได้เคลื่อนไหว ทำให้การเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าผู้ที่มีการทำงานที่ต้องขยับร่างกายอยู่เสมอ จึงทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพต่าง ๆ ตามมา
  9. ความเครียดและความวิตกกังวล การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน มักจะส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตต่อไปในอนาคตได้
  10. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง จากหลากหลายสิ่งที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเหนื่อยง่าย ปวดล้ากล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการต่าง ๆ ล้วนมีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงตามลำดับ

สัญญาณต่าง ๆ ล้วนเป็นการเตือนว่าร่างกายของท่านนั้นเริ่มมีสิ่งผิดปกติ จึงควรที่จะรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีแก้ไข ป้องกันไม่ให้อาการออฟฟิศซินโดรมมีอาการหนักขึ้นไปจากเดิม ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาจะยากยิ่งขึ้น และใช้เวลาที่นานขึ้นตามไปด้วย

อาการออฟฟิศซินโดรมแบบใดควรพบแพทย์

สำหรับผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมที่ควรไปพบแพทย์คือ เริ่มรู้สึกปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง หรือปวดอย่างต่อเนื่อง มีอาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ ปวดศีรษะเรื้อรังหรือไมเกรน ดวงตามองเห็นไม่ชัด ไปจนถึงสุขภาพจิตที่ไม่ดี อันเกิดมาจากผลพวงของออฟฟิศซินโดรม

เมื่อมีอาการอย่างที่กล่าวมา เราขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อให้ตรวจอย่างละเอียด พร้อมทั้งรับคำแนะนำต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับใช้ เพื่อรักษาอาการของออฟฟิศซินโดรมต่อไป

ต้นเหตุของออฟฟิศซินโดรม

เนื่องจากอาการของออฟฟิศซินโดรมนั้นมีอาการที่หลากหลาย และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละคนต่างมีหน้าที่ ลักษณะการทำงานที่ต่างกัน ดังนั้นต้นเหตุในการเกิดออฟฟิศซินโดรมจึงแตกต่างกันไปด้วย โดยคนส่วนใหญ่ที่เป็นออฟฟิศซินโดรมมักจะเกิดจากสาเหตุดังนี้

1.การวางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลมาจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ความสูงของโต๊ะทำงาน ความสูงของเก้าอี้ ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเมื่อยล้าแก่กล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก

2.การนั่งเป็นเวลานาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมและหลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน เพราะจำเป็นที่จะต้องทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลา จึงมีการเคลื่อนไหวที่น้อยมาก ซึ่งอาจจะทำให้การไหลเวียนโลหิตลดลง แต่จะเพิ่มแรงกดบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด

3.การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ การทำงานซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ การใช้เมาส์ โดยที่ไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ หรือการทำงานที่ไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ มักจะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บจากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ง่าย เช่น โรคกระดูกทับเส้นประสาทหรือเอ็นอักเสบ และนำไปสู่โรคออฟฟิศซินโดรมได้

4.ไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากในสภาพสังคมในปัจจุบัน เวลาทำงาน และการเดินทาง กินเวลาชีวิตในแต่ละวันไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เวลาในการออกกำลังกายนั้นมีน้อยลง ซึ่งการไม่ออกกำลังกายเลย อาจจะส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ความยืดหยุ่นของร่างกายลดลง เป็นต้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นออฟฟิศซินโดรมมากขึ้น

5.ปวดตา มักเป็นอาการที่เกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เป็นเวลานาน โดยไม่มีการพัก จะทำให้ดวงตาอ่อนล้า และปวดตาในที่สุด

6.ความเครียดและปัญหาทางจิตใจ การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดความเครียดสะสมต่อ ๆ ไป ซึ่งเมื่อความเครียดนั้นมากเกินไป จะส่งผลให้สุขภาพจิตของเราแย่ลงไปด้วย เมื่อสุขภาพจิตแย่ ร่างกายก็จะค่อย ๆ แย่ลงตามไปด้วย

เมื่อเราทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลให้เกิดออฟฟิศซินโดรมแล้ว เราสามารถหาวิธีการต่าง ๆ มาเพื่อปฏิบัติตัวป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ร่างกายของท่านแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรมอีกต่อไป

รักษาออฟฟิศซินโดรมอย่างไร

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม จะเน้นไปที่ต้นเหตุและจัดการกับอาการที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม โดยในปัจจุบันมีวิธีการรักษามากมาย เราจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

ปรับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรม

การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในที่ทำงาน ให้เหมาะสมกับสรีระของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน เก้าอี้ ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย จะช่วยให้ร่างกายของคุณสบายมากยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายสบาย ความเครียดทั้งจากงาน และความเครียดต่อร่างกาย จะลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้การหยุดพักเพื่อยืดเส้นยืดสาย การเดินไปรอบ ๆ และการพักสายตา จะช่วยลดโอกาสในการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพทย์แผนไทย

การแพทย์แผนไทยนั้นประกอบไปด้วยหลากหลายศาสตร์ ได้แก่ การใช้สมุนไพร การนวดแผนไทย เป็นต้น โดยเน้นไปที่การนวด ซึ่งจะช่วยคลายความเครียดให้แก่กล้ามเนื้อ และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนั้น การนำสมุนไพรต่าง ๆ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการนวดได้อีกด้วย แต่การนวดเพื่อรักษาออฟฟิศซินโดรมนี้จะเหมาะแค่กับบางคนเท่านั้น

กายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกิดจากอาการของออฟฟิศซินโดรม โดยนักกายภาพบำบัดจะทำการประเมินสภาพร่างกายของคุณก่อน เพื่อจะหาวิธีการทำกายภาพที่เหมาะสมกับตัวคุณโดยเฉพาะ เพื่อช่วยปรับปรุงท่าทาง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังบรรเทาอาการปวดได้อีกด้วย

รับประทานยา

ในบางอาการที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม จำเป็นที่จะต้องใช้ยาช่วยรักษา ควบคู่ไปกับการรักษาแบบอื่น ๆ เช่น การใช้ยาแก้อักเสบ เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อจากการทำงาน หรือยาแก้ปวดต่าง ๆ ตามอาการ ซึ่งต้องอยู่ในคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามความต้องการ และความหนักเบาของอาการของแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด การขอคำแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการวินิจฉัยที่เหมาะสม จะได้วางแผนการรักษาให้เหมาะกับตนเองมากที่สุด

ปรึกษาหมอออนไลน์

การปรึกษาหมอออนไลน์ เป็นการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพจากระยะไกลโดยใช้เครื่องมือสื่อสารดิจิทัล เช่น การสนทนาทางวิดีโอ โทรศัพท์ หรือแพลตฟอร์มการส่งข้อความ ช่วยให้รักษาได้ตรงจุดมากขึ้นโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้เครือ BDMS ได้เปิดตัวน้องใหม่ แอปพลิเคชัน BeDee ที่สามารถปรึกษาหมอจากเครือได้อย่างสะดวก ในราคาสบายกระเป๋า พร้อมส่งยาถึงบ้าน

ป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ไหม

เพื่อที่จะให้ร่างกายของเรามีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากอาการออฟฟิศซินโดรม วิธีการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะลดโอกาสการเกิดออฟฟิศซินโดรมแล้ว ยังสามารถลดผลกระทบให้น้อยลงเมื่อมีอาการแล้วอีกด้วย ซึ่งวิธีดังต่อไปนี้

  1. การทำอิริยาบถและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม การปรับความสูงของเก้าอี้ ปรับความสูงของโต๊ะ รวมไปถึงตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้สะดวกสบายต่อการทำงานให้มากที่สุด จะช่วยลดความเครียดทางร่างกายได้เป็นอย่างดีและเป็นการป้องกันออฟฟิศซินโดรมไปในตัว
  2. หยุดพักและเคลื่อนไหวเป็นประจำ หมั่นคอยเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง เมื่อทำงานเป็นเวลานาน เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่เกิดการยึด โดยควรเปลี่ยนอิริยาบถอย่างน้อยทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง นอกจากนี้คุณยังต้องใช้เวลาพักสายตาของคุณจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความล้าของดวงตา
  3. ฝึกท่าทางที่ดี: นั่งตัวตรงโดยให้หลังของคุณอยู่ในแนวเดียวกัน ไหล่ผ่อนคลาย และเท้าราบกับพื้น หลีกเลี่ยงการงอหรือค่อมไปข้างหน้า เพราะจะทำให้คอและหลังเมื่อยได้
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอนอกเวลางาน จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้แข็งแรง ลดการเกิดออฟฟิศซินโดรมและสามารถช่วยลดความเครียดให้กับทั้งกล้ามเนื้อ และจิตใจ
  5. ดูแลสุขภาพดวงตา เราสามารถใช้หลักปฏิบัติ 20-20-20 คือ ทุกๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ หรือสิ่งที่เราเพ่งมองอยู่ เพื่อไปโฟกัสที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุตเป็นเวลาประมาณ 20 วินาที ช่วยลดอาการปวดตาได้เป็นอย่างดี
  6. จัดการกับความเครียด หากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยขจัดความเครียดอันเกิดจากการทำงาน โดยสามารถใช้วิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะนั่งทำสมาธิ ดูโทรทัศน์ หรืองานอดิเรกต่าง ๆ ที่สนใจ

ด้วยวิธีป้องกันที่กล่าวมา เราจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญเรื่องสุขภาพร่างกาย และจิตใจมาเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม

สรุปเรื่องออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม เป็นอาการป่วยที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ในการทำงาน โดยอาการของออฟฟิศซินโดรมมีด้วยกันหลากหลายอาการ ได้แก่ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตา และปวดศีรษะเป็นต้น ซึ่งอาการป่วยเหล่านี้เป็นผลมาจากพฤติกรรมของเราเอง ดังนั้นการรักษา และป้องกันการเกิดอาการออฟฟิศซินโดรมที่ดีที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานนั้นเอง สำหรับท่านใดที่ไม่สะดวกไปปรึกษาแพทย์ ก็สามารถปรึกษาเบื้องต้นผ่านช่องทางออนไลน์ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ออฟฟิศซินโดรม