ดีพร้อม โชว์เคส “ทรอปิคานา” จากสินค้าโอท็อปสู่ Hero Brand
ดีพร้อม โชว์เคส “ทรอปิคานา” จากสินค้าโอท็อปสู่ Hero Brandปั้นแบรนด์เครื่องสำอางจากคุณค่ามะพร้าวไทยแข่งระดับสากล
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามของไทย กำลังเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งที่หลายแบรนด์ต่างให้ความสนใจ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าปั้น Hero Brand สู่แบรนด์ระดับสากล ผ่าน “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย” จัดทำหลักสูตรโดยภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีแบรนด์เครื่องสำอางและความงามของไทยเข้าร่วมกิจกรรม 25 แบรนด์
“ทรอปิคานา” (TROPICANA) แบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณค่าของมะพร้าวสู่หลากหลายผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มต้นจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเมื่อ 20 ปีก่อนในรุ่นคุณพ่อ โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนาเกือบ 2 ปี จนมั่นใจในคุณภาพ พร้อมแก้ไข pain point ของผู้บริโภคทั้งเรื่องรสชาติและกลิ่น ก่อนจะนำออกวางตลาดในฐานะสินค้าโอท็อปด้วยข้อจำกัดทางด้านเงินทุน แต่เมื่อต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจึงสร้างความแตกต่างด้วยการยกระดับมาตรฐานเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ซึ่งตอบโจทย์กระแสความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับจากกลุ่มนักท่องเที่ยว

“ณัฐณัย นิลเอก” รองกรรมการผู้จัดการและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด เล่าว่า คุณพ่อเดิมเป็นลูกชาวสวนมะพร้าวที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้เข้ามาเรียนหนังสือและทำธุรกิจรับจ้างผลิตพื้นรองเท้าในกรุงเทพฯ แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย จึงคิดเปลี่ยนธุรกิจ ทำให้นึกถึงมะพร้าวที่บ้านเกิด จึงเริ่มทดลองทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นควบคู่กันไปด้วย และพัฒนาเรื่องมาตรฐานเป็นออร์แกนิก ทำโรงงานให้มี GMP และ ISO พร้อมทั้งลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อยอดไปสู่เครื่องสำอางที่ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ ซึ่งความสำเร็จในช่วงแรกมาจากการสนับสนุนของภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีงบในการทำโฆษณา

“ผมชอบดนตรี แต่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เพราะอยากนำความรู้มาพัฒนาต่อยอดน้ำมันมะพร้าวโปรดักส์ตัวแรกของเราที่โดดเด่นเรื่องคุณภาพ เพราะคุณพ่อเก่งด้านนี้ รวมถึงพัฒนาแบรนด์ด้วย แต่ตอนเข้ามาช่วยก็ไม่มีความรู้เรื่องการตลาดเลย ต้องเข้าไปอบรมคอร์สต่าง ๆ ซึ่งเมื่อสองปีที่แล้วก็เข้าร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีมืออาชีพด้านการตลาดมาช่วยให้คำปรึกษา เช่น การทำฮีโร่ โปรดักส์ เพราะมีสินค้าเยอะมาก แต่ไม่เคยดึงตัวไหนขึ้นมาเป็นแคมเปญฮีโร่ ทำให้รู้สึกว่าการเข้าโครงการกับหน่วยงานรัฐ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้สนใจเข้าร่วมมาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับสาเหตุที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะเป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยตรง คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ในการนำความรู้ไปพัฒนาแบรนด์ในส่วนที่ยังเรายังขาดอยู่ เช่น ด้านการตลาด การพัฒนาเรื่องการสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งตอนนี้แบรนด์ยังมีจุดอ่อนเรื่องการตลาดบางจุด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการได้ อาทิ คนไทยบางกลุ่มที่ยังไม่เปิดใจทดลองสินค้าให้เกิดการยอมรับในคุณภาพ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ นอกจากตัวเองจะเข้าร่วมโครงการแล้ว ยังแผนที่จะนำทีมงานแผนกต่าง ๆ เข้ามาร่วมอบรมในหัวข้อที่เหมาะสมกับแต่ละแผนก เพื่อให้พนักงานได้พัฒนาตัวเอง เป็นการยกระดับคุณภาพองค์กรด้วย
ในปี 2567 ที่ผ่านมา “ทรอปิคานา” มียอดขายสูงถึง 200 ล้านบาท โดยน้ำมันมะพร้าวยังคงเป็นสินค้าหลัก จึงต้องการผลักดันยอดขายสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางให้เติบโตใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นโลชั่น แชมพู โลชั่น ครีมหมักผม และเซรั่มบำรุงผม เป็นต้น โดยเลือกปั้นสินค้ากลุ่มสบู่น้ำมันมะพร้าวเป็นฮีโร่ เพราะคนต้องใช้ทุกวัน และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนใช้สบู่ก้อนค่อนข้างเยอะ ทำให้สบู่สมุนไพรแบรนด์ไทยทำรายได้ต่อปีหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ สบู่เป็นสินค้าที่ใช้ประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวในสัดส่วนสูง ถือเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำมันมะพร้าวได้ดี และช่วยสนับสนุนเกษตรกรสวนมะพร้าวได้มากขึ้น ซึ่งทรอปิคานาจะทำสัญญารับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมเดือนละหลายหมื่นลูก

การขยายตลาดของ “ทรอปิคานา” มีลูกค้าเป้าหมาย 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนไทยรักสุขภาพ มุ่งเจาะลูกค้าวัยทำงานจนถึงผู้สูงอายุ และอีกกลุ่มเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทยมาก นิยมซื้อกลับไปเป็นของฝาก นอกจากนี้ ปัจจุบันยังส่งออกไปกว่าสิบประเทศ เชื่อว่าการเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมครั้งนี้จะได้ความรู้นำไปพัฒนาแบรนด์ และสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้น เพื่อให้ก้าวข้ามบริษัทที่มีรายได้ปานกลาง เพราะการเป็นธุรกิจขนาดเล็กมีสายป่านจำกัดจะรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายยากมาก รวมทั้งมุ่งมั่นสู่เป้าหมายระยะไกลที่ต้องการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“การทำธุรกิจให้เติบโตต้องอาศัยจังหวะเวลาและการลงแรง โดยเฉพาะตลาดเครื่องสำอางแม้จะมีมูลค่าเยอะ แต่การแข่งขันสูง ช่วงแรกที่เข้ามาช่วยคุณพ่อก็พยายามสกัดตัวเราก่อนว่าแบรนด์มีคาแรกเตอร์แบบไหน หาตัวตนให้เจอ ซึ่งจุดแข็งของเราคือ ใส่ใจในการผลิต เรื่องคุณภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อม ก็เอามาเป็นเรื่องราวที่เล่าให้ลูกค้าฟัง ปัจจุบันคนให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนมาก ซึ่งเราทำอยู่แล้วการผลิตเป็นแบบ Zero Waste มาตลอด สนับสนุนการปลูกมะพร้าวออร์แกนิก ไม่ใช้เคมี รวมถึงทำกิจกรรมส่งเสริมชุมชนหลายอย่าง ส่วนการรับมือกับการแข่งขันและเศรษฐกิจปัจจุบัน ต้องมองหาอะไรที่แตกต่าง และไปได้ในระยะยาว สิ่งสำคัญต้องทำแบบสม่ำเสมอ จริงจัง รอจังหวะที่เหมาะสม” นายณัฐนัย กล่าวทิ้งท้าย