เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เมติคูลี่” ดันแผ่นปิดกะโหลกไทเทเนียมเฉพาะบุคคล จากห้องแล็บไทยสู่ตลาดโลก

18 มี.ค. 2569 | 17:15น.

ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ บริษัทสตาร์ตอัปไทยอย่าง เมติคูลี่ (Meticuly) กำลังสร้างจุดเปลี่ยนให้วงการอุปกรณ์การแพทย์ ด้วยการพัฒนา แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคล ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ระดับ Medical Grade ที่ออกแบบให้พอดีกับสรีระผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษา ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ลดภาระแพทย์ และลดต้นทุนระบบสาธารณสุขในระยะยาว นวัตกรรมนี้ยังได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว

คุณสุเมธ ไชยสูรยกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท เมติคูลี่ จำกัด (Meticuly) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทเกิดขึ้นจากการต่อยอดงานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อราว 11 ปีก่อน ในช่วงที่เทคโนโลยี 3D Printing ยังใหม่มากในไทย โดยทีมพัฒนาตั้งคำถามว่า หากนำเทคโนโลยีนี้มาสร้างเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในร่างกายมนุษย์ได้จริง จะช่วยยกระดับการรักษาได้มากเพียงใด ก่อนจะพัฒนาจากต้นแบบกระดูกเทียมชิ้นแรกไปสู่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทในปัจจุบัน

ในเชิงการแพทย์ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่การแก้ข้อจำกัดของวิธีเดิม ซึ่งแพทย์อาจใช้กระดูกจากผู้บริจาคหรือวัสดุคล้ายปูนทางการแพทย์มาปั้นหน้างานเพื่อปิดกะโหลก วิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความแม่นยำ ระยะเวลาในห้องผ่าตัด ความสวยงาม และความเสี่ยงติดเชื้อ ขณะที่ไทเทเนียมเป็นวัสดุที่วงการแพทย์ยอมรับมายาวนานว่ามีความเข้ากันได้ดีกับร่างกาย และเมื่อผลิตด้วยระบบ 3D Printing ก็ช่วยให้ได้ชิ้นงานที่แม่นยำและเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น

คุณสุเมธกล่าวอีกว่า ความท้าทายสำคัญของบริษัทในช่วงแรกไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ให้กับนวัตกรรมใหม่ในสายตาแพทย์ เพราะเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน คำถามสำคัญย่อมตามมาว่าเคยใช้จริงที่ไหนมาแล้วกี่เคส และปลอดภัยเพียงใด บริษัทจึงเริ่มจากการผลิตเพื่อบริจาคให้ผู้ป่วยบางราย เพื่อสร้างฐานข้อมูลและพิสูจน์ผลลัพธ์จริงทางคลินิก ก่อนจะพบว่าตลาดที่มีความต้องการสูงคือบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำสูงมาก จนนำไปสู่การพัฒนาแผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคลอย่างจริงจังในปี 2561

ในมุมธุรกิจ เมติคูลี่มองชัดตั้งแต่ต้นว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ทั้งด้านวิจัย การทดสอบทางคลินิก และการรับรองมาตรฐาน หากหวังพึ่งตลาดไทยอย่างเดียวอาจไม่คุ้มทุน เพราะความต้องการแผ่นปิดกะโหลกเทียมในไทยมีเพียงราว 1,000-2,000 รายต่อปี เท่านั้น บริษัทจึงวางเป้าหมายสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก โดยยึดมาตรฐาน USFDA เป็นหมุดหมายสำคัญ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจาก USFDA แล้ว และสามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้สำเร็จ

คุณสุเมธกล่าวว่า การตั้งเป้ามาตรฐานระดับโลกตั้งแต่เริ่มต้น เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทค่อย ๆ ปลดล็อกข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือ และทำให้แพทย์เชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะในอุตสาหกรรมนี้ “คุณภาพ” ต้องมาก่อนเสมอ และเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

กจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐ เมติคูลี่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยในปี 2564 ก่อนประสานงานกับ สปสช. และหน่วยงานวิชาการ เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และความคุ้มค่าทางการแพทย์ จนนำไปสู่การผลักดันให้นวัตกรรมนี้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้เทคโนโลยีไทยไม่หยุดอยู่ในห้องแล็บ แต่เข้าสู่ระบบบริการจริงและสร้างตลาดภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

รูปแบบการให้บริการของผลิตภัณฑ์นี้เป็น Personalized Medicine เต็มรูปแบบ โรงพยาบาลจะส่งไฟล์ CT Scan ของผู้ป่วยมาให้บริษัท จากนั้นทีมวิศวกรจะออกแบบชิ้นส่วนทดแทนให้ใกล้เคียงกับกะโหลกเดิมมากที่สุด ก่อนผลิตและส่งมอบเพื่อใช้ในการผ่าตัด กลุ่มผู้ป่วยหลักในไทยคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งจำเป็นต้องปิดกะโหลกกลับด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายของสมอง ปรับความดันในกะโหลก และสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทจะให้บริการผู้ป่วยจริงมาแล้วมากกว่า 1,000 เคส แต่โจทย์ด้านธุรกิจยังมีอยู่ เพราะเพดานการเบิกจ่ายในระบบภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของการผลิตเฉพาะราย บริษัทจึงพัฒนากลยุทธ์ “Robinhood Model” โดยขยายตลาดต่างประเทศและตั้งราคาผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม จากนั้นนำกำไรจากตลาดต่างประเทศกลับมาช่วยสนับสนุนต้นทุนการรักษาของผู้ป่วยไทย เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าควบคู่ไปกับพันธกิจทางสังคมได้อย่างสมดุล

คุณสุเมธกล่าวว่า สิ่งที่เมติคูลี่ให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่คือการทำให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในมาตรฐานระดับโลก และช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาให้ดีกว่าวิธีเดิมที่ต้องปั้นวัสดุหน้างานในห้องผ่าตัด นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ระบบการรักษาไทย และลดภาระทั้งของแพทย์ ผู้ป่วย และระบบสุขภาพในระยะยาว

ในภาพใหญ่ เรื่องราวของเมติคูลี่จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของสตาร์ตอัปไทยรายหนึ่ง แต่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยในการก้าวจากงานวิจัยสู่การผลิตจริง ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างชื่อในตลาดโลกได้พร้อมกัน นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างของ “นวัตกรรมไทยระดับโลก” ที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมในเวลาเดียวกัน