เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รัฐหนุนเต็มสูบ ไทยผนึก Lumentum ปั้นระบบนิเวศโฟโตนิกส์ ดันอุตสาหกรรม AI สู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง

09 เม.ย. 2569 | 17:05น.

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Lumentum กับภาคการศึกษาและสถาบันวิจัยของไทย ได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างชัดเจนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สะท้อนทิศทางการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระยะยาว

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง Lumentum มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ “โฟโตนิกส์” ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ การเข้ามาของ Lumentum ซึ่งเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้ จึงมีนัยสำคัญต่อการวางตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย “นี่คือสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” พร้อมย้ำว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของไทยยังคงอยู่ที่ “ช่องว่างด้านบุคลากร” โดยเฉพาะในสายงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม โดยมีการประเมินว่าประเทศไทยต้องการบุคลากรด้านนี้สูงถึงประมาณ 12,000 คนต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีขั้นสูง

นายไมเคิล เฮอร์ลสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lumentum กล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในยุทธศาสตร์องค์กรว่า “แม้สำนักงานใหญ่ของเราจะอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท เรามุ่งลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงด้านการผลิต แต่รวมถึงการวิจัย พัฒนาบุคลากร และความร่วมมือเชิงนโยบาย”

นายก๊ก เว่ย ฮู รองประธานอาวุโสสายปฏิบัติการ Lumentum เน้นย้ำถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางประเทศว่า “บริษัทไม่ได้ต้องการเพียงเข้ามาตั้งโรงงาน แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ในเชิงโครงสร้าง ความร่วมมือนี้ถือเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศ” ใหม่ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดย Lumentum จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบหลักสูตร สนับสนุนเครื่องมือและห้องปฏิบัติการด้านโฟโตนิกส์ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ว่า การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างโฟโตนิกส์จำเป็นต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่พร้อม “การจัดตั้งห้องปฏิบัติการและแพลตฟอร์มการเรียนรู้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ระบุว่า มหาวิทยาลัยกำลังปรับบทบาทสู่การเป็น “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี” ที่เชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย และการสร้างกลไกสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปสู่ภาคธุรกิจ

ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความพยายามของประเทศไทยในการขยับจาก “ฐานการผลิต” ไปสู่ “ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรม” ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเป็นกลไกหลัก

ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นในภูมิภาค การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและยั่งยืนจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าไทยจะสามารถก้าวขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้มากเพียงใดในระยะยาว