เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

แนวทางการลงทุนในตลาดการเงินและตลาดหุ้น

12 ก.ค. 2564 | 15:21น.

การสร้างรายได้ของคนในยุคปัจจุบันมักจะมาจากหลายช่องทาง ซึ่งช่องทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากคือการลงทุนในตลาดการเงินและตลาดหุ้น เพราะอะไรการลงทุนในตลาดการเงินและตลาดหุ้นถึงเป็นที่นิยมกันมากขึ้น? คำตอบคือ เพราะการลงทุนในช่องทางเหล่านี้สามารถสร้าง passive income ได้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีนักลงทุนอยู่ในตลาดการเงินและตลาดหุ้นมากหน้าหลายตามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนทั้ง 2 ตลาดนี้ นักลงทุนหรือผู้เล่นหน้าใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับลักษณะของตลาดเสียก่อน เพื่อให้การลงทุนของนักลงทุนเองเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดได้วิเคราะห์แนวทางการลงทุนในตลาดการเงินและตลาดหุ้นในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เอาไว้ ซึ่งสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เมื่อเข้ามาเล่นในตลาดนี้คือ วัตถุประสงค์ของตลาดคืออะไร ผลิตภัณฑ์ที่ให้เราเลือกมีอะไรบ้าง และลงทุนอย่างไรจึงจะสร้างผลตอบแทนได้

วัตถุประสงค์ของตลาดการเงินและตลาดหุ้น

ตลาดการเงินที่เราซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบัน สร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์ต่าง ๆ โดยจะมีองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลการซื้อขายในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ตัวอย่างเช่น ตลาดการเงินของไทย ก็จะมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย สำหรับตลาดหุ้น จริง ๆ แล้ว จัดเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงิน เรียกว่าเป็น subset อยู่ในตลาดการเงินนั่นเอง วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้นคือ เป็นแหล่งศูนย์กลางรวบรวมบริษัทต่าง ๆ หลายบริษัทที่เข้ามาทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจหรือผู้ที่ต้องการลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทที่ตนเองสนใจ ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีสถานะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้น ๆ ด้วยนั่นเอง

เมื่อเราเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของตลาดการเงินและตลาดหุ้นแล้ว เราก็จะมีทิศทางในการลงทุนมากขึ้น และรู้ว่าทั้ง 2 ตลาดนี้สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างไร หัวข้อที่จะกล่าวถึงเป็นลำดับถัดไปเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและหุ้น ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการลงทุนของเราต่อไป

หุ้นและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

1. หุ้น

หุ้นเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมลงทุนมากที่สุด เนื่องจากการลงทุนสามารถสร้าง passive income ได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เรียกได้ว่ามีความยืดหยุ่นสำหรับการลงทุนไม่น้อยทีเดียว รวมทั้งยังมีอุตสาหกรรมหลากหลายให้เลือกลงทุนด้วย ทั้งหมดนี้จึงเป็นเสน่ห์ของหุ้นที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายและทำกำไรกัน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรต้องทำความเข้าใจวิธีการลงทุนในหุ้นให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้

โดยปกติแล้วในการซื้อขายหุ้นจะมีอยู่ 2 ตลาด คือ ตลาดแรกและตลาดรอง การซื้อขายในตลาดแรก จะเป็นการซื้อขายหุ้น IPO ซึ่งหุ้น IPO ก็คือหุ้นที่ออกและเสนอขายให้กับบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก สาเหตุที่บริษัทออกหุ้น IPO ก็เพราะต้องการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อขยายกิจการ ซึ่งในการซื้อหุ้น IPO นั้น ผู้ที่สนใจจะต้องซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนเท่านั้น สำหรับตลาดรอง จะเป็นการซื้อขายหุ้นหลังจากนั้น ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนซื้อขายกันอยู่เป็นประจำนั่นเอง โดยราคาของหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงและผันผวนไปตามผลประกอบการของบริษัท demand และ supply ของตลาด

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ ที่มีไว้สำหรับให้บริษัทต่าง ๆ เข้ามาจดทะเบียน ในประเทศไทยจะมีอยู่ 2 ตลาด คือ SET เป็นตลาดหลักทรัพย์สำหรับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ และ MAI (Market for Alternative Investment) ตลาดหลักทรัพย์สำหรับบริษัทจดทะเบียนขนาดเล็ก โดยนักลงทุนสามารถสามารถใช้บัญชีซื้อขายหุ้นบัญชีเดียวกันในการซื้อขายทั้งสองตลาดได้

ในส่วนของผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น จะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ 1) Capital Gain หรือกำไรที่เกิดจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ได้มีการขายไป หรือก็คือการขายในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมานั่นเอง 2) Dividend หรือเงินปันผล เป็นกำไรที่นักลงทุนได้รับจากผลการดำเนินงานของบริษัทในระหว่างปี แล้วนำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการในแต่ละช่วง

เนื่องจากการทำกำไรจากหุ้นสามารถทำได้จาก 2 ส่วนดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับสไตล์และความเชี่ยวชาญของนักลงทุนแต่ละท่านว่า มีความต้องการหรือสามารถสร้างผลตอบแทนจากกำไรส่วนไหน ทั้งนี้ ก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนด้วย

สำหรับการเปิดบัญชีหุ้น เราต้องเปิดกับโบรกเกอร์ หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน ซึ่งบัญชีหุ้นจะมีสามประเภท คือ (1) บัญชีวางเงินล่วงหน้า เป็นบัญชีที่นักลงทุนมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ ก็จะสามารถซื้อหุ้นได้จำนวนเท่านั้น (2) บัญชีเงินสด ซึ่งบัญชีประเภทนี้ ในวันที่เราส่งคำสั่งซื้อ จะต้องมีเงินหรือหุ้นในบัญชีเป็นมูลค่า 20% ของหุ้นที่ต้องการจะซื้อ (3) บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือที่มักจะเรียกกันว่าบัญชีมาร์จิ้น เป็นบัญชีในกรณีที่เราต้องการซื้อหุ้นมากกว่าเงินที่มีอยู่ ซึ่งจะต้องใช้เงินหรือหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งมาวางเป็นหลักประกัน


2. กองทุนรวม

สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าสนใจประเภทถัดไป คือ กองทุนรวม หรือ Mutual Fund คือการระดุมทุนจากนักลงทุนหลายรายเพื่อให้ได้เงินทุนจำนวนมาก จากนั้นก็นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ตามแต่วัตถุประสงค์ของกองทุน โดยแต่ละกองทุนจะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนคอยกำกับดูแลอยู่ โดยนักลงทุนจะต้องซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองทุนรวมที่มีไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมลงทุน แบ่งออกได้เป็น 7 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. กองทุนรวมตลาดเงิน โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐประเภทที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี กองทุนประเภทนี้จะมีความเสี่ยงในระดับต่ำที่สุด

2. กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนประเภทนี้จะลงทุนในตราสารหนี้เอกชน ผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐ โดยมักจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่าหนึ่งปี กองทุนประเภทนี้จัดอยู่ในความเสี่ยงระดับต่ำเช่นกัน

3. กองทุนรวมแบบผสม กองทุนประเภทนี้จะรวมสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทข้างต้นเข้าด้วยกัน โดยจะมีทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น ตราสารหนี้ระยะยาว และหุ้น ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น แต่ไม่สูงเท่ากับการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงถือว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางไปทางค่อนข้างสูง

4. กองทุนรวมตราสารทุน จะเน้นลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น ซึ่งกองทุนลักษณะนี้มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน ความเสี่ยงจัดอยู่ในระดับสูง

5. กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นกองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลตอบแทนสูงกว่าตลาดค่อนข้างมาก แต่ความเสี่ยงก็จัดอยู่ในระดับสูงเช่นกัน เพราะเป็นการลงทุนแบบกระจุกตัวเฉพาะหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียว

6. กองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นกองทุนรวมที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อหนึ่ง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ระบบโทรคมนาคม เป็นต้น กองทุนประเภทนี้มักจะเรียกว่าเป็นกองทุนของกองทุน (Fund of Funds) ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง

7. กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ น้ำมัน ทองคำ เป็นต้น ซึ่งราคาจะผันผวนไปตามตลาดโลกที่เกิดจากปัจจัยหลายประการ กองทุนประเภทนี้จัดว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อราคา ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ราคาได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน

3. ตราสารอนุพันธ์

สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ตราสารอนุพันธ์ เชื่อว่านักลงทุนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้มาไม่มากก็น้อย อาจจะมีทั้งคนที่เคยลงทุนแล้ว หรือสนใจแต่ยังไม่เคยลงทุน ตราสารอนุพันธ์จะเป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง โดยจะเป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่จะซื้อหรือขายสินค้าในราคา ปริมาณ และเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ แต่จะทำการส่งมอบสินค้ากันในอนาคต ดังนั้น สัญญาของอนุพันธ์จะเป็นสัญญาที่มีอายุจำกัด เช่น 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น โดยมูลค่าของอนุพันธ์จะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิง

ซึ่งหากเราแบ่งอนุพันธ์ตามประเภทสินค้าอ้างอิง จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ (1) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Futures) ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าพลังงาน และแร่โลหะต่าง ๆ (2) สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Futures) ได้แก่ ตราสารทุน เช่น หุ้น ดัชนีราคาหุ้น ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และเงินตราต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น เมื่อเรารู้แล้วว่าสินค้าอ้างอิงใดที่นักลงทุนนิยมนำมาลงทุนในตลาดอนุพันธ์ สิ่งที่ควรรู้ต่อไปคือ ประเภทของการลงทุน หรือประเภทของตราสารอนุพันธ์มีอะไรบ้าง เราจะได้เลือกลงทุนได้ถูกประเภท

1. Forwards ตราสารประเภทนี้เป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่จะซื้อจะขายสินค้าอ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต ซึ่งตราสารประเภทนี้จะซื้อขายกันนอกตลาดที่เรียกว่า OTC (over-the-counter)

2. Futures จัดเป็นสัญญา Forwards ประเภทหนึ่ง คือเป็นสัญญาที่จะซื้อจะขายสินค้าอ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต เช่นเดียวกับ Forwards แต่แตกต่างกันตรงที่ Futures จะเป็นสัญญาที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ (exchange)

3. Options ตราสารประเภทนี้จะเป็นสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายให้สิทธิ์แก่ผู้ซื้อ ที่จะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิง ตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา แต่ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่า Premium หรือค่าซื้อสัญญาสิทธิ์ดังกล่าวให้กับผู้ขายเพื่อแลกกับการได้สิทธินั้นมา

4. Swap เป็นข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่จะทำการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต หรือเป็นสัญญาที่จะทำการแลกเปลี่ยนภาระการลงทุน หรือภาระดอกเบี้ย

จริง ๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ สามารถช่วยให้เกิดประโยชน์ในการลงทุนได้หลายประการ ซึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือ

1. ใช้เป็นเครื่องมือในการล็อคผลกำไรหรือขาดทุน ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับสินทรัพย์อ้างอิงที่เราซื้อขาย

2. สามารถสร้างผลตอบแทนได้เท่าตัว เพราะใช้เพียงแค่ใช้เงินสำหรับวางหลักประกันขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งใช้เงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่จะซื้อ

3. สามารถใช้ลดความผันผวนจากการลงทุน โดยจะป้องกันความเสี่ยงในสินค้าอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของเราได้

4. สามารถลงทุนได้ทั้งเวลาช่วงที่ตลาดขาขึ้นหรือขาลง โดยจะเลือกซื้อก่อนหรือขายก่อนก็ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตราสารอนุพันธ์เป็นการลงทุนที่มีความซับซ้อน และผู้ที่ลงทุนจะต้องมีความเชี่ยวชาญในสินค้าอ้างอิงนั้น ๆ ดังนั้น ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ จึงควรศึกษารายละเอียดให้เข้าใจเป็นอย่างดีเสียก่อน

ลงทุนอย่างไรจึงจะสร้างผลตอบแทนได้

การลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนได้ นักลงทุนควรเริ่มต้นจากความเข้าใจและรู้จักตนเองเสียก่อน โดยต้องแน่ใจก่อนว่า เป้าหมายในการลงทุนของเราคืออะไร เพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ หรือเพื่อไว้เป็นเงินเก็บหลังเกษียณ เมื่อเรารู้เป้าหมายที่แน่นอนของตนเองแล้ว จึงค่อยพิจารณาถึงเงื่อนไขการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน ว่าเรารับได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเลือกได้แล้ว ก็จะรู้ว่าเป้าหมายของเราเหมาะสมกับการลงทุนแบบใด จากนั้นจึงควรศึกษาลักษณะการลงทุนที่เราต้องการให้เข้าใจถ่องแท้ และค่อย ๆ หาเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์เพื่อทำกำไรและสร้างผลตอบแทนต่อไป หากท่านสามารถทำตามกรอบการวางแผนนี้ได้ เชื่อว่านักลงทุนทุกท่านก็จะค้นพบแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้

สรุป

จะเห็นได้ว่าแนวทางการลงทุนในตลาดการเงินและหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาลักษณะผลิตภัณฑ์ให้เข้าใจเสียก่อน เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน รวมทั้งต้องเข้าใจจุดประสงค์การลงทุนของตนเองด้วย เพื่อให้การลงทุนของเราสอดคล้องไปกับผลิตภัณฑ์ที่เราเลือก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้เราได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง นักลงทุนควรต้องพึงระวังไว้อยู่เสมอ เพื่อลดความเสียหายให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองด้วย