SCG ทุ่มงบ 7 หมื่นล้าน ปักธง ESG 4 Plus ลุยพลังงานสะอาด แก้วิกฤตโลกร้อนเพื่อโลกที่ยั่งยืน
ทุกวันนี้ทั่วโลกต่างเผชิญวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาประชากรที่เพิ่มขึ้น มลพิษทางอากาศ ปรากฏการณ์เรือนกระจก หรือน้ำท่วมฉับพลัน สิ่งเหล่านี้เตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จึงทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่ SCG ได้ดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี และมุ่งเน้นการใช้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด
เพราะธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมปักหลักธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการสร้างการเติบโตให้สังคม SCG ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 109 ในปีนี้ จึงจัดงาน “SCG ESG Pathway เริ่มด้วยกัน เพื่อเรา เพื่อโลก” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา มุ่งมั่นปักธงยกระดับการพัฒนาสู่แนวทาง ESG 4 Plus “มุ่ง Net Zero-Go Green-Lean เหลื่อมล้ำ-ย้ำร่วมมือ” เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป
ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของ SCG จากทุกกลุ่มธุรกิจ นำโดย นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG พร้อมผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจในเครือ เช่น นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง มาเปิดวิสัยทัศน์และประสบการณ์ต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจแบบ SCG ESG 4 Plus เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่โลกใบนี้
“SCG ESG 4 Plus” ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ESG เป็นกรอบการพัฒนาของโลก ที่ว่าธุรกิจควรเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาทางสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม มีคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

นายรุ่งโรจน์ เผยว่า SCG เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ SCG ทำได้คือ เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยหลัก 4 Plus ได้แก่ 1. มุ่ง Net Zero 2. Go Green 3. Lean เหลื่อมล้ำ หรือลดความเหลื่อมล้ำ 4. ความร่วมมือ ภายใต้การดำเนินงานที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมทุ่มงบประมาณการลงทุนเบื้องต้น 70,000 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึงลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ยกตัวอย่างกระบวนการการทำงานที่เป็นไปตามกรอบการพัฒนา ESG 4 Plus เช่น แนวทางแรกคือ Net Zero นั้น SCG ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2050 โดยใช้พลังงานคาร์บอนต่ำอย่างพลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเชื้อเพลิงจากขยะ รวมถึงลงทุนการวิจัยในเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำร่องการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน
“SCG มีเป้าหมายเบื้องต้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ค.ศ. 2030 ลดลงให้ได้ 20% โดยการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ใช้พลังงานให้น้อยลง ซึ่งตอนนี้ SCG ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI Supervisory for Energy Analytics ในการลดการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระดมปลูกต้นไม้ถึง 3 ล้านไร่ เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ลดโลกร้อน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าว
ส่วนแนวทางที่ 2 Go Green นั้น SCG จะมุ่งพัฒนานวัตกรรมและผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยออกนวัตกรรม SCG Green Choice เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่รักษ์โลก หรือต้องการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ฉลาก SCG Green Choice ถึง 2 เท่า จากเดิม 32% เพิ่มเป็น 67% ภายในปี 2030 เช่น ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด ระบบหลังคา SCG Solar Roof Solutions รับพลังงานแสงอาทิตย์

ด้าน นายนิธิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง SCG กล่าวถึงรายละเอียดของแนวทาง Go Green ว่า หลายปีมานี้ SCG มุ่งเน้นการผลิตนวัตกรรมสีเขียว หรือนวัตกรรมรักษ์โลก เช่น ระบบหลังคา SCG Solar Roof Solutions ที่ช่วยลดค่าไฟได้สูงสุด 60% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล
“ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง SCG ยังร่วมมือกับภาคีเครือข่ายธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง SCG กล่าว

ขณะที่ นายธนวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ SCG เผยถึงแนวทาง Go Green ด้วยว่า SCG มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ “SCG Green Polymer” นวัตกรรมพอลิเมอร์ที่ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดโลกร้อน มีเป้าหมายการผลิต 200,000 ตัน ภายในปี 2025

หลัก 4 Plus ตัวที่ 3 คือ Lean เหลื่อมล้ำ หรือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาทักษะอาชีพที่ตลาดต้องการหรือขาดแคลนให้ชุมชนรอบโรงงานและเอสเอ็มอี เช่น อาชีพพนักงานขับรถบรรทุกที่ถูกฝึกฝน โดยโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ หรืออาชีพปรับปรุงบ้าน โดยคิวช่าง (Q-Chang) รวมถึงการเสริมความรู้เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรด้วย Kubota Smart Farming ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ มีเป้าหมายในการรีสกิลและอัพสกิลให้คนในชุมชน อย่างน้อย 20,000 ราย
SCG ยังมุ่งเป็น Mini MBA สำหรับชุมชน เสริมความรู้และทักษะในการรู้จักตลาดก่อนผลิตและขายสินค้า เพิ่มอัตลักษณ์สินค้าแต่ละชิ้น เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมรายได้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ชุมชนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น มีรายได้เพิ่ม นอกจากนี้ ช่วงสถานการณ์โควิด-19 SCG ยังช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม NocNoc.com และ Prompt Plus โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

สุดท้ายคือ แนวทางที่ 4 การย้ำความร่วมมือ SCG มุ่งสร้างความร่วมมือขับเคลื่อน ESG กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เช่น การจับมือกับ Global Cement and Concrete Association (GCCA) ร่วมลดการปล่อยและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเข้าไปในเนื้อคอนกรีตในอุตสาหกรรมซีเมนต์
นายยุทธนา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เปิดเผยว่า SCG มุ่งหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องกับนวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีในการเคลือบผิวเพื่อใช้ทดแทนวัสดุ เทคโนโลยีเพื่อใช้ในการดูดกลับ กักเก็บและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุก๊าซเรือนกระจก สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามที่ SCG ให้คำมั่นสัญญา ส่งต่อโลกที่ยั่งยืน “Passion for Better Environment and Society” ให้สังคมต่อไป
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง SCG กล่าวด้วยว่า SCG ถือเป็นผู้นำด้าน ESG รายแรกของไทย และการนำทัพกู้วิกฤตสภาพแวดล้อมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการมุ่งสู่การเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนหน้าที่ที่ SCG และทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างขันแข็งเพื่อโลกใบใหม่ปลอดคาร์บอนที่ยั่งยืน ทั้งนี้ SCG ย้ำว่า จะผสานความรู้จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งหมด ผนวกกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสและความรู้ให้แก่สังคมต่อไป
ปิดท้ายงานด้วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ที่ย้ำหนักแน่นว่า ในเส้นทางสู่การกู้วิกฤตสภาพแวดล้อมครั้งนี้ ต้องร่วมมือกันฝ่าฟันปัญหา SCG จึงเชิญชวนทุกคนและทุกภาคส่วนร่วมดูแลโลกใบนี้ให้น่าอยู่ ส่งมอบโลกที่สดใสยิ่งขึ้นให้รุ่นลูกหลานต่อไปในอนาคต เริ่มด้วยกัน เพื่อเรา เพื่อโลกที่ยั่งยืน