Skip to content

เจาะใจ “หมอเมดศิริราช”

03 มี.ค. 2565 | 16:43น.
เจาะใจ “หมอเมดศิริราช”

ทุกครั้งหากเจ็บป่วยหรือรู้สึกไม่สบาย ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จะจัดเราให้ไปตรวจโรค ซักประวัติ กับหมอแผนกอายุรกรรมเป็นด่านแรก  บางคนตรวจเสร็จแล้วรับยาเลยหรือบางคนอาจถูกส่งต่อไปยังหมอหน่วยอื่น หรือหมอสาขาอื่น

รู้หรือไม่ว่า…แท้จริงแล้วหมออายุรกรรมรักษาโรคที่เกี่ยวกับอะไรบ้าง ? และทำไมถึงได้ชื่อว่าเป็น “นักสืบสวนโรค”

ทำความรู้จักอายุรศาสตร์แบบเจาะลึก จากเหล่าอายุรแพทย์ระดับอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ และประสบการณ์ตรงจากแพทย์ประจำบ้าน (resident) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พร้อมไขข้อสงสัยและจะให้คำตอบว่าการจะเป็นหมอที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักสืบ” ผู้ค้นหาสาเหตุของอาการป่วยนั้น ต้องฝ่าฟันและผ่านด่านไหนบ้าง

รู้จัก “อายุรศาสตร์” ให้มากขึ้น

รศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายในเบื้องต้นว่า อายุรศาสตร์ (Internal Medicine) เป็นศาสตร์แห่งการดูแลผู้ป่วย จากปัญหาอาการต่าง ๆ สู่การวินิจฉัยและรักษา โดยมองโรคที่เกิดขึ้นภายในร่างกายอย่างเป็นระบบองค์รวม อายุรศาสตร์จึงเป็นศาสตร์พื้นฐานที่แก้ปัญหาให้ผู้ป่วย และหมอที่รักษาโรคทางอายุรศาสตร์เรียกว่า “อายุรแพทย์” สถานที่ทำงานคือในแผนกอายุรกรรม

“อธิบายง่าย ๆ ว่าอายุรแพทย์คือหมอที่ดูแลในการวิเคราะห์โรค  ค้นหาสาเหตุของโรค ซึ่งทำได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย หรือต้องใช้การตรวจพิเศษอย่างอื่น เช่น ตรวจเลือด ตรวจทางรังสีและอัลตราซาวนด์  การเจาะน้ำหรือเนื้อเยื่อจากอวัยวะที่เป็นโรค  เป็นต้น เมื่อวินิจฉัยได้แล้วก็รักษาโดยการใช้ยา หรือการทำหัตถการบางอย่าง เช่น การส่องกล้อง การสวนหัวใจ หรือต้องปรึกษาแพทย์สาขาอื่นมาช่วยกันรักษา เช่น ศัลยแพทย์ หรือรังสีแพทย์ เป็นต้น ที่ทำงานของอายุรแพทย์จึงเป็นห้องตรวจผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วย ไอซียู และพื้นที่สำหรับสำหรับการรักษาจำเพาะต่าง ๆ เช่น ห้องสวนหัวใจ เป็นต้น กล่าวได้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาโรงพยาบาลจะพบอายุรแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น รพ.ศิริราช ให้บริการคนไข้นอกประมาณ 2 ล้านคนต่อปี พบมีคนไข้ที่มาห้องตรวจอายุรศาสตร์ประมาณ 4 แสนคน มาพบแพทย์เวรหรือห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นปัญหาด้านอายุรศาสตร์อีกประมาณ 1 แสนคน รวมคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการทั้งหมดน่าจะราว 7 แสนคน ซึ่งก็คือ 1 ใน 3 ของคนไข้ศิริราชทั้งหมด”

“ความรู้ทางอายุรศาสตร์มีตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับลึก นักศึกษาแพทย์จะได้รับการสอนอายุรศาสตร์พื้นฐานซึ่งเมื่อจบปีที่ 6  เขาจะสามารถวินิจฉัยโรคง่าย ๆ ที่ไม่มีความซับซ้อนสามารถรักษาคนไข้ทั่วไปได้ ความรู้นี้จะเเป็นพื้นฐานหลักคิดเมื่อพวกเขาไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น แต่ถ้าแพทย์สนใจในการดูแลผู้ป่วยที่ยากซับซ้อนขึ้น เขาจะต้องกลับมาฝึกอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตรของอายุศาสตร์ เพื่อเป็นอายุรแพทย์ และถ้าอายุรแพทย์ต้องการความรู้เพิ่มเติมจำเพาะอวัยวะ เขาสามารถเข้ามาฝึกอบรมต่อยอดขึ้นไปอีกเป็นการเป็นอายุรแพทย์จำเป็นต้องศึกษาเชิงลึกในความผิดปกติในโรคระบบต่าง ๆ ดังนั้นจึงต้องกลับมาอบรมเพิ่มเติมอีก ตัวอย่างเช่น เป็นอายุรแพทย์โรค โรคปอด โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น”

รศ.นพ.สุพจน์ พงศ์ประสบชัย รองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ฝ่ายการศึกษาระดับหลังปริญญา ฉายภาพให้เห็นความต้องการอายุรแพทย์ว่า สำหรับประเทศไทย จำนวนและอัตราการผลิตอายุรแพทย์ของโรงเรียนแพทย์ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพของคนไทย ปัจจุบันมีที่นั่งสำหรับอายุรแพทย์ทั่วไปปีละประมาณ 370 ที่นั่ง โดยที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รับได้ปีละ 51 ตำแหน่ง ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่ายังมีตลาดอีกมากสำหรับอายุรแพทย์

กว่าจะเป็นอายุรแพทย์ต้องผ่านอะไรบ้าง ?

รองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ฝ่ายการศึกษาระดับหลังปริญญา บอกอีกว่า “อายุรแพทย์ทั่วไป อบรม 3 ปี ปัจจุบันกระจายอยู่ในโรงพยาบาลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั่วประเทศ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคหลัก ๆ เช่น  หัวใจ ปอด ทางเดินอาหาร ไต ประสาท อาจจะกระจายอยู่ในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่ ๆ เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น ฯลฯ แต่อายุรแพทย์อีกหลายสาขา เช่น ต่อมไร้ท่อ มะเร็ง โรคเลือด หรือแม้แต่อายุรแพทย์ที่ดูแลเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรม มักจะอยู่ที่ส่วนกลางหรือโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น การมีอายุรแพทย์ทั่วไปและอายุรแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมการรักษาคนไข้ให้เข้มแข็งมากขึ้น”

“สำหรับการฝึกอบรมหมอ MED หรือหมออายุรกรรม ทันทีที่เข้าสู่การอบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน เขาเป็นหมอเต็มตัว รุ่นน้องหรือนักศึกษาแพทย์จะมาเรียนกับเขา แพทย์ประจำบ้านจะเรียนแบบเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบการฝึกจะเป็นแบบ on the job training คือเรียนจากการทำงาน

Resident ปี 1: เป็นการวางรากฐานการเป็นอายุรแพทย์ให้กับแพทย์ประจำบ้าน การทำงานจะอยู่ภายใต้การช่วยเหลือของแพทย์ประจำบ้านรุ่นพี่ชั้นปีที่ 3 จะต้องผ่านหอผู้ป่วยสามัญ หอผู้ป่วยพิเศษ ไอซียู ห้องฉุกเฉิน ตึกผู้ป่วยนอก จิตเวช และมีการพักร้อน 2 สัปดาห์

Resident ปี 2: เป็นช่วงเติมความรู้อายุรศาสตร์เฉพาะทางให้กับแพทย์ประจำบ้าน โดยต้องผ่านสาขาวิชาต่าง ๆ สาขาละ 1 เดือน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องโรคเฉพาะสาขาให้แม่นยำและลงลึก เช่น หัวใจ ระบบทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อ โรคปอด ระบบประสาท มะเร็ง โรคเลือด ต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภายในหนึ่งปีจะผ่านทั้งหมด 12 สาขา ซึ่งจะทำให้ความรู้ในสาขาต่าง ๆ ของแพทย์ประจำบ้านเก่งขึ้น

Resident ปี 3: จะกลับมาอยู่กับ Resident ปี 1 เพื่อรับบทเป็นหัวหน้าทีม ผ่านหอผู้ป่วยที่เคยผ่านตอนปี 1 มาแล้ว เขาจะมาสอนรุ่นน้องปีหนึ่งซึ่งเข้ามาใหม่

ในช่วง 3 ปี เราเรียกว่าการหมุนเวียน (rotation) มีรุ่นพี่ปี 3 คอยสอน และกำกับโดยอาจารย์อีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นแพทย์ประจำบ้านจะไม่โดดเดี่ยว หรือลองผิดลองถูกโดยลำพัง ดังนั้น เมื่อผ่านไปแต่ละเดือนเขาก็จะเป็นหมอที่เก่งขึ้นๆ เมื่อแพทย์ประจำบ้านเรียนจบเป็นอายุรแพทย์ทั่วไปได้สักระยะ บางคนจะเริ่มรู้ตัวเองว่าเขาสนใจด้านใดเป็นพิเศษ อาจจะทำได้ดีหรือทำแล้วมีความสุข สามารถตัดสินใจเรียนต่อก็ได้ แต่ภาพรวมประมาณ 50% กลับมาเรียนต่อเฉพาะทาง หรือเป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอด” รศ.นพ.สุพจน์ ให้รายละเอียด

สิ่งต้องรู้ เพื่อปูทางสู่ “อายุรแพทย์ ” ขั้นเทพ

.นพ.ชนินทร์ ลิ่มวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์ 1 ใน 10 ของประเทศไทย บอกเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ว่า “ผมสนใจอายุรแพทย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย โดยส่วนตัวผมก็คิดแล้วเห็นว่า ตัวเองมีคุณสมบัติที่ตรงกับลักษณะของอายุรแพทย์ โดยส่วนตัวไม่ชอบห้องผ่าตัด ไม่น่าเหมาะกับการยืนอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ ผมชอบคุยกับคน และอยากรู้โรคที่หลากหลาย จึงเลือกมาเป็นอายุรแพทย์ และการเลือกเฉพาะทางด้านพันธุกรรมนั้น เพราะแพทย์เฉพาะทางด้านนี้มีน้อยมากเมื่อเทียบกับโรคที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หมอพันธุศาสตร์ในผู้ใหญ่แทบจะไม่มีเลย ซึ่งขณะนั้นอาจารย์ ศ.เกียรติคุณ พญ.จินตนา ศิรินาวิน ท่านก็เป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งว่าทำไมผมจึงสนใจเลือกมาเรียนในสาขานี้”

อ.นพ.ชนินทร์ ย้ำว่า “แท้จริงแล้วความชอบของแพทย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เนื่องจากวิชาอายุรศาสตร์ต้องรู้กว้าง ก็มักจะดึงดูดนักเรียนที่ความจำค่อนข้างดี มีความสนใจการแพทย์หลากหลายสาขา มากกว่าลึกไปในทางใดทางหนึ่ง และที่สำคัญ อายุรแพทย์มักจะดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เพราะฉะนั้นเราต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนไข้

อายุรแพทย์จึงมักดึงดูดแพทย์ที่ชอบพูดคุยกับผู้ป่วย ชอบดูแลปัญหาเรื้อรัง เน้นคนที่ค่อนข้างอดทน เพราะปัญหาจะไม่ได้แก้ภายในครั้งเดียวรับฟังปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาใหม่ในคนไข้คนเดิม ไม่เบื่อง่าย มีศิลปะในการใช้ยา รู้จังหวะการเพิ่มหรือลดยา เพราะฉะนั้นเครื่องมือของอายุรแพทย์ที่สำคัญมีสองอย่างคือ การสืบค้นโรคทางห้องปฏิบัติการ จะต้องชำนาญที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกเจาะเลือดอะไร ตรวจปัสสาวะอะไร ส่งตรวจ เอกซเรย์ประเภทไหนบ้าง และเครื่องมือที่สองก็คือการรักษาด้วยยาเป็นหลัก ซึ่งยาก็จะมีความหลากหลายค่อนข้างสูง ซึ่งอายุรแพทย์จะต้องมีความจำดี และมีความรู้กว้าง”

หมอ MED ที่เก่งและดี ควรเป็นอย่างไร ?

“เวลามีนักเรียนมาถามว่าเขาสนใจเรียนอายุรศาสตร์ อยากให้เขาสำรวจตัวเองก่อนว่า เขาเข้าใจลักษณะงานในชีวิตของอายุรแพทย์จริง ๆ แล้วนะ ชอบจริงหรือเปล่า ผมคิดว่าอายุรแพทย์เป็นสาขาที่ดึงดูดคนที่สนใจที่มีบุคลิกเป็นคนที่อดทน รักการดูแลคนไข้โรคเรื้อรัง ชอบสัมพันธภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วยในระยะยาว เป็นคนที่ชอบความรู้ในวงกว้าง อาจจะลึกในบางสาขา และชอบติดตามความก้าวหน้าและศึกษาความรู้ไปตลอดชีวิต ถ้าคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้น่าจะเข้ามาเป็นอายุรแพทย์ได้ ทำงานโรงพยาบาลได้ เลี้ยงตัวเองได้และเป็นประโยชน์ต่อคนไข้จำนวนมากด้วย”

.นพ.ชนินทร์ ลิ่มวงศ์

“ผมบอกได้เลยว่าอายุรศาสตร์ไม่มีตกงาน มีแต่จะเป็นที่ต้องการ ซึ่งเขาสามารถทำหน้าที่เป็นอายุรแพทย์ทั่วไปได้ตลอดชีวิต อยู่ได้อย่างมีเกียรติในสังคม สำหรับอายุรศาสตร์ทั่วไป สามารถฝึกฝนตัวเองเพิ่มเติม ในหลักสูตรระยะสั้นที่สนใจ เพิ่มพูนทักษะเพื่อกลายเป็นผู้ชำนาญด้านต่าง ๆ ได้ หรือถ้าใครต้องการเป็นอายุรแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถเลือกเรียนต่อเฉพาะทางอีก 2 ปีตามความสนใจ”

รศ.นพ.สุพจน์ พงศ์ประสบชัย

“ไม่ว่าแพทย์สาขาใดหากได้ทำงานที่ตัวเองรัก แม้งานจะหนัก แต่ที่สุดแล้วก็จะแบ่งเวลาเพื่อใช้ชีวิตได้ อาชีพหมอเป็นอาชีพที่มีโอกาสสูงที่จะได้ทำประโยชน์ หรือทำบุญให้กับตนเอง ครอบครัว คนไข้ และสังคม ผมคิดว่าอายุรศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ควรมีความภาคภูมิใจและอยากเชิญชวนให้คนที่เป็นอายุรแพทย์ทุกคนจึงภูมิใจในตัวเอง เพราะเราช่วยเหลือคนได้มากมหาศาล”

รศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล

อาจารย์หมอทุกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…มาเรียนอายุรศาสตร์เถอะ เพราะการจบมาเป็นอายุรแพทย์แล้ว ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นที่ต้องการของทุกโรงพยาบาล สำหรับอาจารย์หมอเองก็ยังทำหน้าที่ให้การฝึกฝนให้นักเรียนแพทย์ต่อไป เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางการแพทย์ต่อไป

ชีวิตจริงของ Resident Med เทียบกับซีรีส์ที่เราดู

จากผลการสำรวจอาชีพในฝันของเด็กไทยในวัย 7-14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2562-2564 โดย กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย พบว่าอาชีพอันดับหนึ่งที่เด็กไทยอยากเป็นมากที่สุด คือ “หมอ” และรองลงมาคือ ครู, ยูทูบเบอร์, ดารา-นักร้อง และ ตำรวจตามลำดับ และนี่คือคำแนะนำของหมอรุ่นพี่ที่อยากจะฝากถึงน้อง ๆ ที่อยากเป็นหมอ MED

หมอแชมป์-นพ.ธีรเมธ ปังประเสริฐ แพทย์ประจำบ้านสาขาวิชาอายุรศาสตร์ประสาทวิทยา (Neurology) ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เล่าว่า เขาเติบโตในครอบครัววิศวกร แต่คณะแรกที่ครอบครัวไม่อยากให้สอบเข้าคือ วิศวกรรมศาสตร์ เข็มจึงเบนมาที่แพทยศาสตร์ แม้จะเรียนได้ดี แต่หมอแชมป์ก็เคยมีช่วงเวลาที่คิดว่า “เรียนหมอไม่สนุก” จนกระทั่งได้พบกับวิชาประสาทกายวิภาคศาสตร์ (Neuroanatomy) ขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 จากนั้นตั้งแต่ปี 4 ถึงปี 6 หมอแชมป์ลงเรียนวิชาเลือกที่เป็น Neuro Medicine ทุกปี และตั้งเป้าว่าจะเป็นอายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยาให้ได้

“ยอมรับว่าช่วงเรียนพรีคลินิก ผมไม่มีความสุขในการเรียนเลย จนกระทั่งขึ้นปี 4 ก็รู้สึกว่าเรามีจุดมุ่งหมายว่าทุกๆ วันตื่นมาเราจะทำอะไร ไม่ใช่เรียนไปวัน ๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มสนุกขึ้นกับวิชาแพทย์ จนกระทั่งจบปี 6 จับฉลากไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัดลำปาง ตอนแรกไปอยู่ที่ รพ.ศูนย์ลำปางเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะฝึกอยู่ 1 ปี จากนั้นก็ออกไปใช้ทุนที่รพ.ชุมชนวังเหนือ อยู่บนภูเขา คนไข้มีทั้งชาวเชา ชาวไทย ตรงนั้นเองที่ทำให้เห็นชีวิตจริงของหมอ ได้เห็นว่าคนไข้ต้องการเราจริง ๆ หลังจากนั้นก็มุ่งมั่นที่จะเรียนแพทย์ต่อในสาขาประสาทวิทยา”

“ปีหนึ่งเราจะเรียนเหมือนแพทย์อายุรศาสตร์ทั่วไปครับ ดูคนไข้ในวอร์ดของอายุรกรรม เพื่อให้รู้หลาย ๆ โรคร่วมกันก่อน พอปีสองและปีสามค่อยลึกลงไปในสาขาประสาทวิทยา พอจบ 3 ปีก็ได้เป็นอายุรแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท จากนั้นก็จะมีเส้นทางให้ต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเส้นเลือดในสมองตีบ โรคลมชัก โรคการเคลื่อนไหว โรคความจำเสื่อม สำหรับตัวผมอยากเรียนต่อด้าน Neuro Intervention (สาขาวิชารังสีวิทยาร่วมรักษาระบบประสาท) อยากทำงานวิจัยและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ก็หวังว่าตัวเองจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้”

เมื่อถามว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอินกับซีรีส์หมอของต่างประเทศมาก ชีวิตจริงของหมอไทยมีอะไรแตกต่างไปหรือไม่ ? “หมอเพชร – นพ.พงศกร บุรพัฒน์” หัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน สาขาอายุรศาสตร์ทั่วไป ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่กำลังจะจบในเดือน มิ.ย. นี้ และมีแผนอยากจะต่อสาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ (Cardiology) หมอเพชร ให้มุมมองว่า “เหตุการณ์หลายอย่างในละครหรือซีรีส์ถูกคัดเคส คัดฉากมาให้เนื้อเรื่องมีอรรถรส ซึ่งชีวิตจริงของหมออาจจะไม่ตื่นเต้นทุกตอนขนาดนั้น แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีจุดร่วมกันอยู่ระหว่างซีรีส์กับชีวิตจริง ก็คือ หมออย่างเราต่างก็อยากดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด พยายามหาทางรักษาคนป่วยให้หาย ยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง และรู้สึกอิ่มใจทุกครั้งที่คนไข้มีอาการดีขึ้นหรือหายดี ซึ่งทั้งหมดนี้เพราะเรามีต้นแบบจากอาจารย์และแพทย์รุ่นพี่ ที่ถ่ายทอดทั้งด้านวิชาการและจริยธรรม ชี้แนะแนวทางต่าง ๆ ให้อย่างดี”

“สำหรับคนที่อยากมาเรียนเพื่อเป็นอายุรแพทย์ นอกเหนือองค์ความรู้ทางวิชาการแล้ว สิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ คือทัศนคติในการเข้าเรียนต่อ เพราะจริง ๆ การเรียนต่อระดับหลังปริญญา มันก็เป็นการเรียนที่หนัก ต้องอาศัยเวลา ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเรียน เราต้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมที่จะเรียนรู้ เพราะวิชาแพทย์เป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะฉะนั้น อยากฝากน้อง ๆ ว่าต้องสำรวจตัวเองว่าพร้อมจะทำตรงนี้ไหม ? ถ้าเริ่มต้นที่แอดติจูดที่ดี การเรียนก็จะดีได้” แพทย์รุ่นพี่ ฝากทิ้งท้าย