กฎบัตรไทยชงขอจัดประชุมใหญ่ ”โกลบอลซัมมิท ปี 2566” หวังดันไทยฮับเวลเนสโลก
กฎบัตรไทยผนึกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 8 มหาวิทยาลัย Miskawaan 3 สมาคมด้านเวลเนส และเครือข่ายโรงแรมเวลเนส ชงขอรับสิทธิ์”จัดประชุมวิชาการ 2023 Global Wellness Summit “ในไทย ดันไทยเป็น ศูนย์กลางเวลเนสโลก
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ ประธานกฎบัตรไทย กล่าวในการประชุมวิชาการ The Future of Functional Medicine Symposium ซึ่งจัดโดย GWS และ Miskawaan ว่า หลังจากกฎบัตรไทยได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สมาคมโรงแรมที่พักส่งเสริมสุขภาพอันดามันและอ่าวไทย และสมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางเวลเนสของโลก (Wellness Hub) ในเดือนพฤศจิกายน 2564 แล้วนั้น
ปัจจุบัน กฎบัตรไทยได้ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจการยกระดับมาตรฐานกิจการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับสมรรถนะผู้ประกอบการโรงแรมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นโรงแรมส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hotel) ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จำนวน 111 โรง และปัจจุบันอยู่ระหว่างการอบรมโรงแรมในกลุ่มภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนืออีก 55 โรง ซึ่งคาดว่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของโรงแรมเหล่านี้ จะเป็นหน่วยบริการสำคัญที่มีศักยภาพสูงในการรองรับนักท่องเที่ยวสุขภาพที่จะเข้าใช้บริการภายหลังการเปิดประเทศในเดือนมิถุนายน 2565
นายพรนริศกล่าวว่า สำหรับภารกิจสำคัญต่อไปของการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางเวลเนสโลก กฎบัตรไทยจะเร่งรัดการเชื่อมต่อด้านการตลาดกับเครือข่ายวิชาการและเครือข่ายการตลาดเวลเนสโลก ซึ่งในวันนี้ กฎบัตรไทยและองค์กรพันธมิตรได้บรรลุข้อตกลงในการเสนอขอสิทธิ์การจัดงานประชุมวิชาการ 2023 Global Wellness Summit ขึ้นในประเทศไทยจาก GWS เบื้องต้น ได้หารือและแจ้งความประสงค์ต่อ Ms.Seusie Ellis ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารของ GWS แล้ว จากการหารือ อาจกล่าวได้ว่า ไทยมีโอกาสสูงในการได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน
ด้านนายก้าน ประชุมพรรณ์ รองประธานกฎบัตรไทย เลขาธิการสมาคมโรงแรมที่พักส่งเสริมสุขภาพอันดามันและอ่าวไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎบัตรไทยและสมาคมฯ มีความพร้อมในการจัดงาน 2023 Global Wellness Summit เนื่องจาก ไทยมีความหลากหลายของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวสุขภาพและผลิตภัณฑ์บริการเวลเนส ที่สามารถสนับสนุนกิจกรรมการถ่ายทอดประสบการณ์เวลเนสและให้บริการเวลเนสมาตรฐานแก่ผู้ร่วมประชุมและนักท่องเที่ยวได้
ซึ่งในพื้นที่อันดามัน สมาคมฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และภาคส่วนต่างๆ ดำเนินการยกระดับสมรรถนะบุคลากรและสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงโรงแรมเป็นกิจการเวลเนสไปแล้วเป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมการสนับสนุนการเกิด wellness startup ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีเวลเนสที่ปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น
รวมทั้งยังได้พัฒนาศูนย์เวลเนสสำคัญที่จะเปิดให้บริการ จำนวน 3 พื้นที่ โดยพื้นที่แรกกฎบัตรไทยร่วมกับบริษัท คลองท่อมเฮอริเทจ จำกัด พัฒนาโครงการน้ำพุร้อนเค็มแห่งแรกของประเทศและของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นศูนย์บริการเวลเนสกึ่งเมดิคอลที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสุขภาพและนันทนาการได้ พื้นที่สอง ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขาหลักและเกาะคอเขาในจังหวัดพังงาให้เป็น wellness world class destination ที่เน้นการผสมผสานกิจกรรมเวชศาสตร์ชลอวัย การฟื้นฟูสุขภาพ และศาสตร์การแพทย์แผนไทยเข้าด้วยกัน โดยอาศัยความงดงามและความสมบูรณ์ทางธรรมชาติของพื้นที่เป็นนิเวศสนับสนุนการให้บริการนักท่องเที่ยว
ส่วนจังหวัดภูเก็ตที่เป็นศูนย์กลางอันดับที่สามนั้น จะจัดวางตำแหน่งการให้บริการ Oriental Holistic Wellness ที่เน้นทั้งการฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการใช้วิทยาการแผนใหม่ได้แก่ energy medicine เพื่อเป็นทางเลือกในการรับบริการให้กับนักท่องเที่ยว โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้บริการด้านการแพทย์เฉพาะทางหรือการรักษาพยาบาลกลุ่มโรคเฉพาะ รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพที่ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมขั้นสูงเข้าสนับสนุน พร้อมด้วยศูนย์บริการเวลเนสขนาดใหญ่ของโครงการเดอะบีชพลาซ่า หรือ The Beach Holistic Wellness ที่ตั้งบริเวณหาดกะตะ ตำบลกะรน ซึ่งจะเปิดให้บริการระยะแรกช่วงไตรมาสสองของปี พ.ศ.2566
นายภูวนารถ ยกฉวี รองประธานกฎบัตรไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี-เฮ็ลที้ เอเชีย จำกัด (B-Healthy Asia) ได้กล่าวสนับสนุนว่า กฎบัตรไทยมีเครือข่ายร่วมปฏิบัติการทั้งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยในเครือข่ายจำนวน 8 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยพายัพ พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ที่พร้อมในการสนับสนุนการวิจัยและนำเสนอข้อค้นพบสำคัญต่อที่ประชุมวิชาการ และยังมีเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพด้านการบริการสุขภาพจากกลุ่มประเทศยุโรปและเอเซีย ที่สามารถสนับสนุนการถ่ายทอดประสบการณ์และการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการประชุม 2023 Global Wellness Summit ได้
นอกจากนั้นแล้ว กฎบัตรไทยและ B-Healthy Asia ยังได้จัดทำ Thailand Wellness Package ที่นำผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นประจำจังหวัดพัฒนาด้วยนวัตกรรมและออกแบบรูปลักษณ์ให้โดดเด่น มีความพร้อมในการเผยแพร่และให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดสอบหรือรับบริการ เบื้องต้น คาดว่า จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มโรงแรมเวลเนสในเครือของกฎบัตรไทยไม่น้อยกว่า 50 ผลิตภัณฑ์และมีไม่น้อยกว่า 30 wellness package ที่พร้อมให้บริการช่วงก่อนการจัดงาน ระหว่างการจัดงาน และภายหลังการจัดงาน
นายฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย เลขานุการกฎบัตรไทยกล่าวเสริมว่า โดยภาพรวมแล้ว การจัดงาน 2023 Global Wellness Summit จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ให้กับประเทศไทย ทั้งการสร้างการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายในตลาดเวลเนสโลก ผ่านการประชาสัมพันธ์ของ GWS และ GWI และผ่านการกระจายข้อมูลวิชาการจากเครือข่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญสุขภาพที่เข้าร่วมงาน
รวมทั้งการจัดงานนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานิเวศและซับพลายเชนของเศรษฐกิจเวลเนสให้มีมาตรฐานและมีความสามารถในการรองรับการบริการแก่นักท่องเที่ยวได้ จากการคาดการณ์ ไทยจะได้รับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในปี พ.ศ.2570 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งตลาดนี้ จะทำให้เศรษฐกิจเวลเนสของไทยเติบโตมากกว่าร้อยละ 7.5 และมีส่วนแบ่งของ GDP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ในปี พ.ศ.2570 จากร้อยละ 3 ในปัจจุบัน โดยสาขาเศรษฐกิจที่ได้รับผลประโยชน์ต่อเนื่อง ได้แก่สาขา การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก สมุนไพร การเกษตรและอาคารเพื่อสุขภาพ การบริการสปา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการแพทย์การรักษาพยาบาล และการส่งเสริมสุขภาพ