ตามรอย The Beatles ที่ Abbey Road ต้องทำยังไงถึงจะได้ภาพเหมือนปกอัลบั้ม 

Music Talk by ท้องฟ้าสีเทา

ภาพ 4 ซุปตาร์ วง The Beatles (เดอะ บีทเทิลส์) เดินข้ามทางม้าลายบนถนนสายเล็ก ๆ สายหนึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพอมตะของวงการเพลง หรือจะพูดว่าเป็นหนึ่งในภาพคลาสสิคที่ติดตาคนทั่วโลกเลยก็ได้ …ถนนสายเล็ก ๆ สายนั้นชื่อว่า Abbey Road หรือถนนแอบบี้ย์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม Abbey Road ผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11 ของวงสี่เต่าทอง

วันนี้ (8 สิงหาคม 2019) ครอบรอบ 50 ปีที่ The Beatles ถ่ายปกอัลบั้ม Abbey Road เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1969 พอวาระสำคัญเวียนมา เห็นมีคนย้อนความทรงจำและระลึกถึงเหตุการณ์ถ่ายปกอัลบั้มครั้งนั้น ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ และน่าจะเอามาเล่าสู่กันฟังสนุก ๆ หรือว่าเป็นไกด์สำหรับใครที่จะไปตามรอย The Beatles ก็ใช้ได้จริงเลยล่ะ

แต่เดิม Abbey Road เป็นเพียงถนนธรรมดาสายหนึ่งในย่าน Camden (แคมเดน) ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของลอนดอน แต่เมื่อวงสี่เต่าทองไปถ่ายปกอัลบั้มบนทางม้าลายหัวถนนสายนี้ในปี 1969 โดยใช้ชื่อถนนเป็นชื่ออัลบั้ม หลังจากนั้นมา Abbey Road ก็ไม่ใช่เพียงแค่ถนนอีกต่อไป

Abbey Road กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ถึงแม้จะไม่ใช่แลนด์มาร์กสุดแมสอย่างอย่างหอนาฬิกาบิ๊กเบนหรือลอนดอนอาย แต่ Abbey Road ก็เป็นสถานที่ในฝันของบรรดาคนรักเสียงดนตรีที่จะต้องไปถ่ายรูปและเช็คอินให้ได้เมื่อมีโอกาสไปเยือนลอนดอน

ด้วยชื่อเสียงและอิทธิพลของภาพปกอัลบั้ม Abbey Road ที่มีผลต่อเรื่องการท่องเที่ยว สำนักงานมรดกทางวัฒนธรรมอังกฤษจึงได้ขึ้นทะเบียนให้ทางม้าลายบนถนน Abbey Road เป็นมรดกทางวัฒนธรรมชั้นที่ 2 ของประเทศเมื่อปี 2010 ด้วยเหตุผลว่าทางม้าลายบนถนน Abbey Road สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติและยังคงแสดงบทบาททางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

การไปเยือน Abbey Road ตามรอย The Beatles นั้นไม่ยากสำหรับคนที่ไปถึงลอนดอนแล้ว เพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินสาย Jubilee (สายสีเทา) ไปลงที่สถานี St. John’s Wood เดินออกจากสถานีจะเจอสี่แยกให้เดินข้ามทางมาลายไปทางถนน Groove End ไปเรื่อย ๆ จะเจอซอยเล็กซอยน้อยไม่ต้องไปสนใจ ให้เดินตรงไปจนกว่าจะเจอถนนเส้นหนึ่งตัดขวางหน้า มีวงเวียนอยู่ตรงกลางแยก ทางฝั่งขวามือของวงเวียนนั่นแหละที่เรียกว่า Abbey Road

เดินตรงไปจนถึงตรงนี้ จะเห็นคนมากมายอยู่ทางขวามือ

ระหว่างทางเดินจากสถานีรถไฟใต้ดินไปยัง Abbey Road นั้นเงียบสงบ บ้านเรือนตามข้างทางก็สวยงามในสไตล์อังกฤษ ถ้ามีเสียงพูดคุยเล็ดลอดมาให้ได้ยิน ก็เป็นเสียงที่มาจากคนที่เดินนำหน้าหรือเดินตามหลังเราไปจุดหมายปลายทางเดียวกันนั่นแหละ

 

พอไปถึงวงเวียน ความเงียบสงบก็กลายเป็นความวุ่นวายทันที เพราะที่นี่มีคนมากมายมาข้ามทางม้าลายเพื่อจะถ่ายรูปให้ออกมาเหมือนภาพต้นฉบับของ The Beatles แต่ความวุ่นวายที่ว่าไม่ใช่ความวุ่นวายที่เป็นพิษเป็นภัย กลับเป็นความวุ่นวายที่น่ารัก เห็นแล้วต้องยิ้มตาม

แต่ละคนเดินข้ามแล้วข้ามอีก ห้ารอบก็แล้ว สิบรอบก็แล้ว กว่าจะได้ภาพที่ถูกใจนั้นไม่ง่าย เพราะด้วยสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ภาพของ The Beatles นั้นมีต้นไม้เขียวชะอุ่มข้างทางไม่มองเห็นตึกรามบ้านช่องมากนัก แต่สภาพ Abbey Road ตอนนี้ต้นไม้ไม่ได้เขียวชอุ่มหนาแน่นเหมือนเมื่อก่อน อีกอย่างคือทางม้าลายที่เห็นกันในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ทางม้าลายเดียวกันกับที่ The Beatles ถ่ายปกอัลบั้ม เพราะทางม้าลายอันเดิมนั้นอยู่หน้า Abbey Road Studio ที่ The Beatles ใช้เป็นห้องอัดเสียง แต่ต่อมามีการย้ายทางม้าลายเข้ามาตรงแยก ห่างจากจุดเดิมราว ๆ 50 เมตร

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพออกมาคล้ายภาพต้นฉบับนั้นมีอยู่สองอย่าง คือจังหวะและมุมกล้อง แน่นอนว่าเมื่อปี 1969 นั้นรถไม่เยอะเท่าทุกวันนี้ การถ่ายภาพจึงอาจจะง่ายกว่ามาก ถึงแม้จะไม่ต้องขอกั้นถนนอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ในภาพก็จะเห็นว่ามีรถหยุดรอให้เป็นแถวยาว แสดงว่ามีการขอความร่วมมือกันในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวไม่สามารถจะขอให้รถหยุดให้ได้ ก็แล้วแต่ว่าใครจะช่วงชิงจังหวะได้ในช่วงที่มีรถวิ่งน้อย หรือจะเจอคนขับที่มีน้ำใจหยุดให้ แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะถ้ารถคันแรกหยุดให้ รถคันที่ตามมาไม่อยากรอก็บีบแตรไล่

จากการเฝ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า พอถนนว่างสักแป๊บคนก็เริ่มวิ่งลงถนน พอเดินไปครึ่งทางรถก็มากันเป็นขบวน อาจจะมีจังหวะที่รถติดไฟแดงอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากถ่ายภาพในจังหวะที่มีรถจอดติดไฟแดง เพราะจะทำให้บดบังทัศนียภาพและทำให้อารมณ์ภาพต่างออกไปมาก

ปัจจัยที่สองคือมุมกล้อง ถ้าจะให้ภาพออกมาสวยและเห็นบรรยากาศทั้งสองข้างทาง ต้องเป็นภาพมุมตรง โดยตากล้องต้องไปยืนกลางถนนให้กล้องขนานกับทางม้าลาย ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างถนนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยากมากที่จะเสี่ยงชีวิตไปยืนอยู่กลางถนนที่รถวิ่งไปวิ่งมาแทบไม่ขาดสาย ฉะนั้นอาจจะต้องยืนข้างถนน แต่ยื่นมืออกไปให้กล้องขนานกับแนวขวางของทางม้าลายให้ได้มากที่สุด

มีคนไปยืนถ่ายจากวงเวียน เพื่อให้ได้ภาพมุมตรงกว่ายืนริมถนน

หรือคนที่ไปพร้อมกล้องที่มีเลนส์ยาว ๆ อาจจะออกไปยืนอยู่ตรงวงเวียนแล้วซูมกล้องเข้ามา ก็อาจจะได้มุมที่ดีกว่านิดหน่อย แต่ก็ยังไม่ตรงเป๊ะเท่าในภาพอยู่ดี ฉะนั้นถ้าอยากได้ภาพสวย ๆ และมีเวลาว่างมากพอ อาจจะต้องเลือกไปในวันจันทร์-ศุกร์ในเวลาทำงาน คาดว่าจะมีรถวิ่งน้อยกว่าในช่วงเวลาก่อนหรือหลังเลิกงาน แต่แนวทางนี้ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ไม่ได้การันตีว่าจะน้อยกว่ากันแค่ไหน เพราะเท่าที่เห็นมีรถขนส่งสินค้าวิ่งเยอะอยู่เหมือนกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ จะว่าเป็นปัจจัยที่ 3 ก็ได้คือ จำนวนคนในภาพ ถ้าใครมีสมาชิกไปเกิน 5 คนจะดีมาก จะได้มีคนในภาพ 4 คนเท่าจำนวนสมาชิกวงสี่เต่าทอง ภาพจะได้ออกมาสวยใกล้เคียงต้นฉบับ แต่เท่าที่เราเห็นในวันนั้นก็ไม่มีกลุ่มไหนเลยที่ไปกันครบจำนวน พอจำนวนคนไม่ครบถึงจะได้มุมกล้องและจังหวะที่ดี ภาพที่ถ่ายออกมาก็ให้อารมณ์ต่างออกไปจากต้นฉบับมากอยู่ดี

ส่วนทริคสำคัญที่จะทำให้โอกาสใช้ทางม้าลายที่มีอยู่น้อยนิดนั้นไม่เสียเปล่า ซึ่งก็มารู้เอาตอนที่เดินไปเดินมาหลายรอบแล้วก็คือ ไม่ต้องเดิน ให้ไปยืนทำท่าก้าวขาค้างไว้ ให้ตากล้องกดแชะสักช็อตสองช็อตก็ได้แล้ว แต่ถ้าเดินไปเดินมา ตากล้องอาจจะจับภาพไม่ได้จังหวะที่พอดีก็จะเสียโอกาสไป

ด้วยความที่มีคนรอคิวใช้ทางม้าลายอีกเยอะ ทุกคนควรรีบถ่ายให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เท่าที่ได้เห็นบรรดานักท่องเที่ยวแต่ละคนก็มีน้ำใจกันดี คนที่จะถ่ายซ้ำเทคสอง สาม สี่ ห้า ก็จะรอให้คนอื่นถ่ายไปก่อน สลับ ๆ กันไป ไม่ได้เห็นแก่ตัวถ่ายซ้ำ ๆ หลายคนไม่พอใจภาพที่ออกมาซะทีก็ต้องเดินซ้ำไปซ้ำมายืนรออยู่ตรงนั้นกันเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง

เมื่อถ่ายรูปข้ามทางม้าลายเสร็จแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือการไปเขียนข้อความฝากร่องรอยจารึกว่าได้มาเยือน Abbey Road แล้ว ที่กำแพง Abbey Road Studio ที่อยู่ห่างจากทางม้าลายไปอีกนิดหน่อย (แต่ผู้เขียนเองก็พลาดนะ พอกลับมาแล้วแบบ… ร้องไห้หนักมาก พลาดไปได้ไงวะ)

ส่วนคนที่อยากซื้อของที่ระลึก ที่ Abbey Road ไม่มีขายค่ะ แต่ที่มีก็คือตรงหน้าสถานีรถไฟ St. John’s Wood ชื่อร้าน Beatles Coffee Shop ที่ขายทั้งกาแฟและของที่ระลึกเกี่ยวกับ The Beatles และ Abbey Road มีของมากมายให้เลือกเก็บกลับไปฟินต่อที่บ้าน

กว่าจะได้ภาพเหมือนต้นฉบับนั้นไม่ง่ายเลย และเชื่อว่าไม่มีใครถ่ายได้เหมือนหรอก แต่ไม่ว่ารูปที่ถ่ายออกมาจะสวยได้ดั่งใจหรือไม่ เชื่อเถอะว่าการได้ไปเยือนสถานที่ที่คุณใฝ่ฝันก็ย่อมสวยงามอยู่ในความทรงจำทุกครั้งที่คิดถึงมัน