Skip to content

“บลูบิค” ชูกลยุทธ์ Growth at Scale ปั้นรายได้ปี’66 โต 120%

13 มี.ค. 2566 | 18:41น.
“บลูบิค” ชูกลยุทธ์ Growth at Scale ปั้นรายได้ปี’66 โต 120%

‘บลูบิค’ มุ่งควบรวมกิจการต่อจิ๊กซอว์อีโคซิสเต็มส์ เพิ่มความสามารถแข่งขันระดับโลก รุกธุรกิจใหม่ขยายต่างประเทศ เผยหลังบันทึกกำไรจากปัจจัยแบ็กล็อก 979 ล้านบาท และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดันรายได้โต 120% ในปี 66

วันที่ 13 มีนาคม 2566 นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วเป็นทวีคูณ แม้คำว่า Digital Transformation จะได้ยินมากว่า 10 ปี แต่ยังไม่จบลง เพราะการทรานส์ฟอร์เมอร์เป็นการเดินทาง จากการเปลี่ยนแปลงกระดาษสู่ดิจิทัล จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ แต่ยังมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาตลอด

ทั้งจากการทรานส์ฟอร์มงานปกติสู่เอไอ จาก Centralized สู่ Decentralized การดิสรัปชั่นและความไม่แน่นอนของโลก และการคนรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นลูกค้าสำคัญของโลกธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งคนรุ่นนี้เป็นคนที่โตมาจากดิจิทัล เป็นดิจิทัลเฟิร์สต์ จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่จะหาโซลูชั่นปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่มีความดิจิทัลเป็นอันดับหนึ่ง เป็นโอกาสของบริษัทที่ปรึกษาอย่างเราเช่นกัน

กลยุทธ์ “Growth at Scale”

โดยล่าสุดได้เปิดกลยุทธ์ “Growth at Scale” เร่งผสานการทำงานร่วมกันระหว่างบลูบิคและบริษัทในเครือ หลังเก็บ 2 บิ๊ก Tech Company ได้แก่ บริษัท วัลแคน ดิจิทัล เดลิเวอรี่ จำกัด (VDD) และ บริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด (Innoviz) เข้าพอร์ตเสร็จสมบูรณ์ เพื่อปักธงรักษาอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดตามแผน มั่นใจการทำ Synergy ระหว่างกันจะเพิ่มขีดความสามารถในการรับงานและเปิดโอกาสรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ สนับสนุนการขยายตัวแบบ 360 องศาทั้งตลาดในและต่างประเทศ

อีกทั้งการผนึกกำลังยังช่วยเสริมแกร่งให้กับกลุ่มบริการหลักรองรับความต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่ยังเติบโตแรง สะท้อนผ่านมูลค่าแบ็กล็อกของบลูบิคและบริษัทในเครือ ณ วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่สูงถึง 979 ล้านบาท

โดยแบ่งออกเป็น บลูบิคจำนวน 454 ล้านบาท บริษัทร่วมค้า (JV) 157 ล้านบาท และ VDD และ Innoviz 368 ล้านบาท (โดยมูลค่าแบ็กล็อกของ VDD และ Innoviz ที่บันทึกเป็นรายได้เข้าบริษัทแม่ จะเป็นมูลค่าแบ็กล็อกคงเหลือ ณ วันที่ปิดดีลเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา)

ตั้งเป้าทำนิวไฮต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน

นอกจากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นแล้ว ปี 2566 จะเป็นปีแรกที่บริษัทสามารถเติบโตแบบ Inorganic Growth    หลังปิดดีลควบรวมกิจการ VDD และ Innoviz เสร็จสิ้น ทำให้สามารถบันทึกรายได้และกำไรของทั้งสองบริษัทได้ตั้งแต่ Q1/66 อีกทั้งกลุ่มบริษัทยังได้รับอานิสงส์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI อีกด้วย

ดังนั้น บริษัทประเมินว่าผลประกอบการปี 2566 จะโตได้ถึง 120% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 100% ซึ่งจะเป็นการทำนิวไฮต่อเนื่อง 7 ปีซ้อนต่อจากปี 2565 ที่ทั้งรายได้และกำไรของบริษัท โตทุบสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ถึง 70%  ต่อปี ถือเป็นการเติบโตในอัตราที่สูงและเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นการทำ Synergy ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทในเครือทั้งหมด

เพื่อสร้างการเติบโตร่วมอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาวตามแผน “Growth at Scale” ด้วยการยกระดับการให้บริการแบบครบวงจรที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งขนาดใหญ่และกลาง พร้อมลุยธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต ตั้งเป้าขยายสัดส่วน Recurring Income โดยใช้จุดแข็งของแต่ละบริษัทเข้าไปสนับสนุนการให้บริการและการเติบโตทั้งในส่วนรายได้และกำไร เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจผ่าน Cross-Selling และ Up-Selling ระหว่างกัน

“หลังจากปลดล็อกปัญหาจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีไม่เพียงพอ โดยมีอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นจาก 350 เป็น 800 ชีวิตแล้ว การเข้าซื้อกิจการของ VDD และ Innoviz ยังสร้างการเติบโตแบบ Inorganic growth ให้กับบลูบิคเป็นปีแรกด้วย ดังนั้น การเติบโตของผลประกอบการนับจากนี้จะเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการขยายบริการทั้งในและต่างประเทศ และบรรลุเป้าหมายการได้รับคัดเลือกเข้าดัชนี SET 100 ตามแผนที่วางไว้” นายพชรกล่าว

‘บลูบิค’ ชูกลยุทธ์ Growth at Scale
‘บลูบิค’ ชูกลยุทธ์ Growth at Scale

3 แนวทางวางเป้าสู่ Growth at Scale ดังนี้

แนวทางที่ 1 ผนึกกำลังบริษัทในเครือปูทางสู่การเติบโตระยะยาว : เร่งผสานการทำงานและความร่วมมือระหว่าง  บลูบิค กับ VDD และ Innoviz เพื่อเพิ่มอัตราทำกำไรและ Revenue per Head ของทั้งสองบริษัท ในขณะที่บลูบิคเดินหน้าขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่เป็นองค์กรขนาดกลางและภาครัฐซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของสองบริษัท พร้อมทั้งเดินหน้าผนึกกำลังการทำงานร่วมกันของทุกบริษัทในเครือ

แนวทางที่ 2 เพิ่มขีดความสามารถในการรับงานมูลค่าระดับหลายร้อยล้านบาท พร้อมแข่งขันบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก : การ Synergy ระหว่างบลูบิคและบริษัทในเครือ ผนวกกับประสบการณ์การพัฒนาโซลูชั่นและแอปพลิเคชั่นที่สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานระดับหลายร้อยล้านคน จะทำให้บริษัท สามารถรับงานขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทและเป็นตลาดที่มีคู่แข่งน้อยราย

โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยหลายเท่าตัว ซึ่งบริษัทมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างราคาที่สามารถแข่งขันได้ จากปัจจัยดังกล่าวนี้จะทำให้บลูบิคกลายเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นสัญชาติไทยเพียงรายเดียวที่เทียบชั้นบริษัทต่างชาติได้

แนวทางที่ 3 รุกธุรกิจใหม่และเสริมแกร่งบริการหลักต่อเนื่องผ่าน JV, M&A พร้อมลุยขยายตลาดต่างประเทศ : เดินหน้าขยายธุรกิจผ่านกิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions – M&A) โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและส่งเสริมบริการหลักให้แข็งแกร่งขึ้น อาทิ Big Data การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มและโซลูชั่นที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายธุรกิจไปต่างประเทศต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาโอกาสทางธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา

ใช้นวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจ

การขยายธุรกิจตามแผน “Growth at Scale” ของ บลูบิค นั้นสอดรับกับแนวคิดการทำธุรกิจแห่งโลกอนาคต “Digital-First Company” ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจ และพร้อมเผชิญหน้ากับ New World Order หรือระเบียบโลกใหม่ โดย Digital-First Company จะช่วยเชื่อมโยงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในระบบนิเวศของธุรกิจยุคใหม่ที่ประกอบด้วย องค์กร (Company) ลูกค้า (Customer)  พันธมิตรทางธุรกิจ (Partner) และสังคม (Community)