ถอดรหัสโต สไตล์ “บลูบิค” ผนึก MFEC-Innoviz โตไปด้วยกัน

พชร อารยะการกุล

นับเป็นดีลใหญ่ส่งท้ายปี เมื่อ “บลูบิค” บริษัทที่ปรึกษา และผู้ให้บริการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นครบวงจรปิดสองดีลใหญ่ เป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท

ดีลแรก มูลค่า 691 ล้านบาทเข้าซื้อหน่วยธุรกิจ Digital Delivery ของบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ที่ปรึกษา และพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ถัดมาเป็นการควบรวมกิจการกับ บริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด (Innoviz Solutions) ที่ปรึกษา และวางระบบ Microsoft Dynamics 365

ถอดรหัสโตสไตล์บลูบิค

“พชร อารยะการกุล” ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป กล่าวว่าเป็นการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ตามแผนการลงทุนที่วางไว้ รองรับกระแสการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น และความต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจที่ยังแรงต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นงานบริการให้คำปรึกษา และพัฒนาเทคโนโลยี (Digital Excellence & Delivery หรือ DX) ผ่านการซื้อหน่วยธุรกิจ Digital Delivery ของ MFEC และการพัฒนาการวางแผน การจัดการทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร หรือระบบงาน ERP ซึ่งเป็นจุดแข็งของ “อินโนวิซ”

“เราถนัดเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น นำกลยุทธ์ไปจับ โดยดึงเทคโนโลยีมาเสริม ส่วนไหนที่ไม่ถนัด ก็จะร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ ทั้งสองดีลสะท้อนกลยุทธ์ที่กำลังจะมุ่งไปสู่การเป็น Truly End-to-End Digital Transformation Partner และ Tech Company”

นอกจากเป็นการรวมทีม “เอ็มเฟ็ก” แล้ว ในอนาคตยังมองไปถึงความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ส่วนการควบรวม กับ “อินโนวิซ” เป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ ทั้งในแง่การตอบสนองความต้องของลูกค้ากลุ่มเดิม และขยายบริการ ตลอดจนผลิตภัณฑ์หลักไปยังฐานลูกค้าของ “อินโนวิซ” กว่า 200 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน ธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐ

เสริมแกร่งทีมอัพสปีดธุรกิจ

หลังกระบวนการเสร็จ “บลูบิค” จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 350 คน เป็น 780 คน เป็นทีมนักพัฒนาเทคโนโลยี และแอปพลิเคชั่น ของ MFEC กว่า 300 คนทีมงานผู้เชี่ยวชาญระบบ ERP ของ “อินโนวิซ” กว่า 130 คน ซึ่ง “พชร” บอกว่า

เป็น The Best ของทั้ง 2 บริษัท จึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมที่มีอยู่เดิมทำให้ บลูบิค กลายเป็นบริษัทที่มีทีมด้าน DX ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพิ่มโอกาสในการขยับขยายการทำตลาดไปในระดับภูมิภาคได้ด้วย

“โลกปัจจุบันเปลี่ยนมากจากโควิด หลายสิ่งไม่เหมือนเดิม บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับตัวโดยเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทำให้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในโลกธุรกิจ การสร้างการเติบโตทำได้หลายรูปแบบ เช่น ขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกลง หรือนำดาต้ามาใช้ และมีความร่วมมือทางธุรกิจ เราเป็นผู้หาทางช่วยบริษัทต่าง ๆ ในทุกแกน และไม่ได้ แค่ในไทย ยังขยายไปอินเดีย ไปอังกฤษ และเร็ว ๆ นี้กำลังจะไปเปิดสาขาที่เวียดนาม”

Advertisement

“วิน-วิน” บริษัทไทยเข้มแข็ง

“ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC กล่าวว่า หน่วยธุรกิจ Digital Delivery ที่จะไปอยู่กับบลูบิค เป็นทีมที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชั่นมากว่า 20 ปี จึงเข้าไปเสริมสิ่งที่บลูบิค ต้องการได้เป็นอย่างดี ขณะที่ MFEC เองถ้าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจนี้ก็จะต้องสร้างทีมที่ปรึกษาขึ้นมาดังนั้นความร่วมมือของทั้งสองบริษัทในครั้งนี้ จึงถือว่า “วิน-วิน”

“การอยู่ในตลาดเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแข่งกันเสมอไป เรากับบลูบิค มีสกิลเซตต่างกัน เรามีสกิลของดีเวลอปเปอร์ ขณะที่บลูบิคมีสกิลในการเป็นที่ปรึกษาเมื่อทีมของเรามาอยู่กับบลูบิค จึงพร้อมทำงานได้ทันที เป็นการซินเนอร์ยีที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงเป้าหมายการเติบโตได้เร็วขึ้น ทำให้แต่ละบริษัทเป็นบริษัทไทยที่แข็งแรงขึ้นด้วย เพราะถ้าบียูนี้ยังอยู่กับเราต่อ เราก็คงต้องสปินออฟออกไปแล้วเพิ่มทีมงานด้านที่ปรึกษา เปลี่ยนจากทรานแซ็กชั่นเซล เป็นแวลูเซล เพื่อสร้างผลกำไรอยู่ดี”

เน็กซ์สเต็ป MFEC

แม้จะยกหน่วยธุรกิจ Digital Delivery กว่า 300 คน ให้ไปอยู่กับ “บลูบิค” แล้ว ภายในบริษัทก็ยังมีทีมงานอีกกว่า 1,000 คน ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีในส่วนที่ยังมีโอกาสเติบโต ไม่ว่าจะเป็นไอทีซีเคียวริตี้, เน็ตเวิร์กกิ้ง, คลาวด์คอมพิวเตอร์ และดาต้า

“ถามว่ามูฟถัดไปของ MFEC จะไปทางไหน เราก็คงอยู่กับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และดิจิทัล แต่ธีมที่จะมุ่งไปจะมองไปยังเรื่อง ESG ถึงเวลาที่ธุรกิจต้อง อินคลูซีฟ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาสังคม เข้ามา จะเป็นเทรนด์ที่มาแน่ ๆ เริ่มแล้วในยุโรป

เขาบอกเลยว่านักลงทุนจะลงทุนในบริษัทที่มีวิชั่นด้าน ESG ถ้าไม่มีไม่ลง บวกกับรัฐบาลของเขาจะออกกฎหมาย ใครที่ไม่ทำเรื่องนี้จะต้องเสียภาษีเพิ่ม เป็นต้น และการจะทำ ESG ต้องมีไอทีเป็นส่วนประกอบ มูฟหน้าของเราปีหน้าจึงจะอยู่ในธีมนี้”