เจาะกลยุทธ์ ‘ทรูมันนี่’ 2026 เขย่าตลาดแตะจ่าย-เชื่อมอีโคซิสเต็ม Ascend Bank
ตั้งแต่ “ทรูมันนี่” (TrueMoney) เข้าสู่ตลาด Digital Wallet อย่างเต็มรูปแบบในปี 2015 ก็เปลี่ยนภูมิทัศน์การทำธุรกรรมของผู้คนไปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบริการชำระเงินออนไลน์ การสร้างเครือข่ายรับชำระเงินผ่านวอลเลตทั่วประเทศ บริการสินเชื่อดิจิทัล การลงทุนที่เข้าถึงง่าย และการสแกนจ่ายข้ามพรมแดน ที่เพิ่มความสะดวกเวลาเดินทางไปต่างประเทศ
ล่าสุดยังเปิดตัวฟีเจอร์ “แตะจ่าย” ที่ช่วยลดขั้นตอนการสแกนจ่ายแบบเดิม ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้จ่ายที่รวดเร็วขึ้น โดยนอกจากจะใช้กับ 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตรได้แล้ว ยังสามารถใช้กับบริการขนส่งสาธารณะได้ด้วย เช่น รถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถไฟฟ้า MRT ที่คาดว่าจะใช้ได้ภายในไตรมาส 4/2569 เป็นต้น
การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของทรูมันนี่ในครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้การแข่งขันในตลาด “ฟินเทค” บ้านเราคึกคักขึ้นไปอีกก้าว
ย้ำ 11 ปี “ผู้นำนวัตกรรม”
“มนสินี นาคปนันท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ฉายภาพการเติบโตของบริการทรูมันนี่ว่า เป็น “Pioneer” หรือผู้นำนวัตกรรม ที่มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของประเทศมาตลอด เริ่มตั้งแต่เปิดตัว Digital Wallet ในปี 2015 และมีผู้ใช้งานช่วงแรกประมาณ 8 แสนคน กระทั่งในปีต่อ ๆ มาได้เพิ่มบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น สินเชื่อดิจิทัล (Credit & Financial Services) ในปี 2021 การลงทุน (Wealth) ในปี 2024
และในปีนี้ (2026) ทรูมันนี่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาด “PaymentTech” ที่มีบริการและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมาตอบโจทย์ผู้ใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งบริการต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น และทำให้ทรูมันนี่มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 32 ล้านรายในประเทศไทย รวมถึงขึ้นแท่นเป็นแอปทางการเงิน (Financial App) อันดับ 1 ที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุด
“การบุกเบิกบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรูมันนี่เป็นรายแรกในหลายด้าน เช่น ช่วยให้เด็กมีบัญชีออนไลน์ไว้ใช้จ่ายได้ รวมถึงมีบริการที่หลากหลาย เชื่อมกันเป็นอีโคซิสเต็มที่แข็งแรง”

ชูนวัตกรรมไร้รอยต่อ
“มนสินี” กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นโฟกัสสำคัญของทรูมันนี่ในปีนี้ คือการยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น การแตะจ่ายโดยไม่ต้องผูกบัตรเครดิต การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ ตลอดจนบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ รวมถึงขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน
“ฟีเจอร์แตะจ่ายที่เปิดตัวล่าสุดเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้ และเป็นการลงทุนแบบต่อยอดที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างทรูมันนี่กับ Alipay+ ครอบคลุมทั้ง BlueTap อุปกรณ์รับชำระเงินครบวงจร และ Alipay+ Tap โซลูชั่นการชำระเงินผ่านเทคโนโลยี NFC ที่พัฒนาร่วมกับ Mastercard”
ด้าน“ธนรัฐ ธุวสุจิเรข” ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เสริมว่า ฟีเจอร์แตะจ่ายรองรับการใช้งาน 2 รูปแบบ คือ 1.การแตะจ่ายที่เครื่อง EDC รองรับเฉพาะผู้ใช้ Android ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป และ 2.การแตะจ่ายที่เครื่อง BlueTap รองรับมือถือ iOS และ Android ให้บริการในเครือข่ายร้านค้าพาร์ตเนอร์ของทรูมันนี่ เช่น 7-Eleven, After You และ White Story โดยบริษัทมีแผนขยายจุดให้บริการเป็นมากกว่า 50,000 จุดรับชำระทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2569
และนับตั้งแต่เปิดให้บริการแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ที่เครื่อง BlueTap มีผู้ใช้งานมาแตะจ่ายแล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน และมียอดการแตะจ่ายรวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น และวัยทำงานนิยมมาแตะจ่ายสูงสุด อีกทั้งผู้ใช้งานประมาณ 70% ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ iOS ขณะที่ 30% ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ Android
“การแตะจ่ายเป็นฟีเจอร์ที่ทำสถิติมีผู้ใช้งานทะลุ 1 ล้านคนได้ไวที่สุด สะท้อนว่าสิ่งนี้เข้ามาแก้เพนพอยต์ให้กับคนที่ไม่มีบัตรเครดิตได้จริง ๆ รวมถึงยังเพิ่มโอกาสในการรับสิทธิประโยชน์ จากที่ผู้ใช้จ่ายแบบสแกนแล้วไม่ได้อะไรเลย ที่สำคัญโอกาสของตลาดแตะจ่ายยังมีอีกมาก เพราะปัจจุบันมีคนไทยเพียง 6 ล้านคน ที่เข้าถึงการแตะจ่ายและสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต”
ขยายเครือข่ายพาร์ตเนอร์
ในฝั่งของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับอีโคซิสเต็ม “มนสินี” กล่าวว่า ทรูมันนี่เดินหน้าเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ส่วนเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดน และความร่วมมือกับ Alipay+ มีมากกว่า 150 ล้านจุดรับชำระ ใน 220 ประเทศ และเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งผู้ใช้สามารถแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ที่จุดรับชำระในต่างประเทศได้ด้วย
ปัจจุบันรายได้หลักมากกว่า 80% มาจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่เก็บจากร้านค้า โดยเรตที่เก็บถือว่าน้อยกว่ากลุ่มผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั่วไป
ขณะที่ฝั่งของการให้สิทธิประโยชน์ มีแผนทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงการขยายช่องทางการแลกใช้ และเชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้าง
“เราเห็นข้อมูลว่า TrueMoney Coins ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายได้จริง ๆ โดยช่วงครึ่งปีแรก 2026 มีการใช้บริการและรับ Coins เพิ่มขึ้น 31% รวมถึงนำ Coins มาแลกสิทธิพิเศษมากขึ้น 87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า”
ขับเคลื่อนด้วย AI-ข้อมูล
ขณะเดียวกัน ทรูมันนี่ยังกำลังพัฒนาประสบการณ์ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่าง ๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ พร้อมไปกับการเปิดตัวฟีเจอร์ “Money Buddy” บริการผู้ช่วยทางการเงินที่ให้การแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ
นอกจากการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าแล้ว ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว
“เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของการให้บริการ และ AI นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานจริง ๆ และยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น”
Ascend Bank เสริมเขี้ยวบริการ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาในช่วงถัดจากนี้ ไม่ได้มีแค่การอัพเกรดฟีเจอร์หรือบริการใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการผสานพลังกับ “Ascend Bank” (Virtual Bank ของเครือ ซี.พี.) ซึ่ง “มนสินี” กล่าวว่า สถานะปัจจุบันของการขอใบอนุญาตยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังโดยกระบวนการทุกอย่างเดินหน้าไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และไม่ได้มีปัญหาติดขัดใด ๆ
และว่า Virtual Bank จะเน้นให้บริการในส่วนของ “เงินฝาก” และเชื่อมโยงกับ “ทรูมันนี่” ที่เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับ “ใช้จ่าย” ในฐานะ “Source of Fund” หรือแหล่งเงินสำหรับเติมเข้าวอลเลตเพื่อใช้จ่ายผ่านทรูมันนี่ ส่วนการเชื่อมโยงในมิติอื่น ๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้ามากขึ้น เป็นโจทย์ที่ต้องดูกันต่อไป
“การพัฒนา Virtual Bank เป็นการต่อยอดจากพร้อมและความชำนาญเดิมของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การใช้ AI บริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงฐานบริการเดิม เช่น PayNext และ PayNext Extra ให้เป็นบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
แม่ทัพแอสเซนด์ มันนี่ ทิ้งท้ายด้วยว่า จุดแข็งของ “ทรูมันนี่” คือเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงรองรับการจ่ายเงินทุกรูปแบบ และใช้จ่ายได้แบบ 24/7 ต่างไปจากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ที่เน้นด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ใช้จ่ายบนอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ เป็นต้น