กขค.เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล รับ 17 เรื่องร้องเรียน ส่ง 7 คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
กขค.เดินหน้ากำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเชิงรุก หลังพบปัญหาบังคับใช้บริการขนส่ง โปรโมชั่น และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม เผยปีนี้มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 68 เรื่อง ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม 17 เรื่อง และมี 7 คดีอยู่ในอำนาจ กขค. ถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการ ETDA-สคบ.-ภาคธุรกิจ วางหลักคิดค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และศึกษาแนวทางปรับกฎหมายให้เท่าทันตลาดดิจิทัล
พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเร่งยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มหลายด้าน หรือ Multi-Sided Platform หลังธุรกิจดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็วและเข้ามามีบทบาทต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มไทยจำนวนหนึ่งไม่สามารถแข่งขันและต้องทยอยออกจากตลาด
ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ในระดับสูงถึงหลักล้านล้านบาท ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบางรายมีรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทและมีกำไรเกือบหมื่นล้านบาท ทำให้การกำกับดูแลการแข่งขันและการป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมมีความสำคัญมากขึ้น
ที่ผ่านมา กขค.ได้ศึกษาโครงสร้างตลาด หรือ Market Study เพื่อประเมินสภาพการแข่งขัน อำนาจตลาด ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์ม ผู้ค้า และผู้บริโภค พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์ม ผู้ใช้บริการ และประชาชน ก่อนออกแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว
หลังแนวทางดังกล่าวมีผลใช้บังคับ กขค.ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มหลายกรณี ทั้งการบังคับให้ผู้ประกอบการใช้บริการขนส่งที่กำหนด การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น การกำหนดเงื่อนไขด้านค่าขนส่ง และการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ผู้ร้องเห็นว่าไม่เป็นธรรม โดยเรื่องร้องเรียนที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว
พลตำรวจโทพิทยากล่าวว่า ในปีนี้ กขค.ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 68 เรื่อง ในจำนวนดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแพลตฟอร์ม 17 เรื่อง โดยมี 7 คดีที่อยู่ในอำนาจของ กขค. และถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางคดีเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องร้องเรียนที่เหลือบางกรณีอยู่ในอำนาจของหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือหน่วยงานตำรวจ ขณะที่บางเรื่องมีข้อมูลไม่เพียงพอ หรือข้อเท็จจริงไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า กขค.จึงประสานส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ หรือให้คำแนะนำแก่ผู้ร้องตามลักษณะของแต่ละกรณี
“การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องกระทำผิด เพราะทุกคดีต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผล หากไม่เป็นความผิดก็ต้องอธิบายได้ และหากพบว่าเป็นความผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป”
ตั้งคณะอนุฯ บูรณาการกำกับแพลตฟอร์ม
กขค.ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการด้านการกำกับดูแลการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์ม โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม อาทิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และนักวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย
การประชุมนัดแรกมุ่งประเมินช่องว่างของกฎหมายและปัญหาที่แต่ละหน่วยงานพบจากการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โดยแยกแนวทางดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ซึ่งใช้กฎหมายและอำนาจที่มีอยู่ดำเนินการเชิงรุก และระยะยาว ซึ่งจะร่วมกันศึกษาแนวทางพัฒนาหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
พลตำรวจโทพิทยากล่าวว่า ปัญหาสำคัญในระยะสั้น คือการพิจารณาว่าอัตราค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากผู้ประกอบการมีความเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากค่าธรรมเนียมแตกต่างกันตามประเภทสินค้า บริการ และรูปแบบธุรกิจ จึงไม่สามารถกำหนดอัตราเดียวใช้กับทุกแพลตฟอร์มได้
กขค.จะนำข้อมูลและหลักคิดของ ETDA ซึ่งมีการศึกษาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มไว้แล้ว มาใช้ประกอบการพิจารณาคดี รวมถึงเปรียบเทียบกับอัตราค่าธรรมเนียมในตลาดต่างประเทศและแพลตฟอร์มประเภทเดียวกัน เพื่อประเมินว่าการกำหนดอัตราหรือเงื่อนไขทางการค้ามีเหตุผลทางธุรกิจ หรือเป็นการใช้อำนาจตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการ
แม้คู่มือหรือผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการแข่งขันได้ โดยคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียมอาจต้องตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง และเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมพิจารณา
เชื่อม สคบ.แก้ปัญหา B2B-B2C
สำหรับความร่วมมือกับ สคบ. ทั้งสองหน่วยงานได้จัดทำบันทึกความเข้าใจไว้แล้ว หากเรื่องร้องเรียนที่ยื่นต่อ กขค.อยู่ในอำนาจ สคบ. จะส่งต่อให้ทันที เช่นเดียวกับกรณีที่ สคบ.ได้รับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า ก็จะประสานมายัง กขค. และหากเรื่องใดอยู่ในอำนาจของทั้งสองหน่วยงาน จะร่วมกันดำเนินการ
กขค.มีหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจ หรือ Business to Business ขณะที่ สคบ.ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค หรือ Business to Consumer แต่เป้าหมายปลายทางของทั้งสองส่วนเชื่อมโยงกัน คือการคุ้มครองระบบตลาดและสวัสดิการของประชาชน
พลตำรวจโทพิทยาย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มของไทยหรือต่างประเทศ หากเข้ามาประกอบธุรกิจและแข่งขันในตลาดประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและอำนาจการกำกับดูแลของ กขค.เช่นเดียวกัน
ในระยะยาว กขค.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษากฎหมายกำกับตลาดดิจิทัลและแนวทางของต่างประเทศ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงสร้างอำนาจและมาตรการกำกับดูแล ขณะเดียวกัน การแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้าก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ในช่วงที่กฎหมายใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ กขค.จะใช้เครื่องมือและอำนาจตามกฎหมายปัจจุบันกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างเชิงรุกต่อไป.