กรุงศรี ประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 34.85-35.50 บาท/ดอลลาร์

เงินบาท-เงินฝาก-ธนบัตร

กรุงศรี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.85-35.50 บาท/ดอลลาร์ ติดตามรายงานประชุมเฟด

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรีมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (20-24 พ.ย.) ว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.85-35.50 บาท/ดอลลาร์

เทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 35.12 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 35.10-36.15 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทพลิกกลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง เงินดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) เคลื่อนไหวผันผวนสูงตามข้อมูลเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนตุลาคมของสหรัฐชะลอตัวลงมากกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ โดย CPI เพิ่มขึ้น 3.2% ขณะที่ราคาน้ำมันลดลง ส่วน CPI พื้นฐานเมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 4.0%

ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 2 ปี และองค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวเลขเงินเฟ้อสนับสนุนมุมมองที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จบรอบการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ทำให้ดัชนีดอลลาร์หลุดระดับ 104 ในวันที่ประกาศตัวเลข CPI และดิ่งลงมากที่สุดในวันเดียว เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565

นอกจากนี้ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานลดความร้อนแรงลง อย่างไรก็ดี ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคมแข็งแกร่งเกินคาด

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 1,985 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 3,225 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า นักลงทุนจะติดตามรายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน โดยปริมาณธุรกรรมอาจบางลงก่อนเข้าสู่เทศกาลขอบคุณพระเจ้า ขณะที่กรุงศรีมั่นใจมากขึ้นต่อมุมมองที่ว่าขาลงของเงินดอลลาร์จะชัดเจนขึ้นในปี 2567 ตามวัฎจักรเศรษฐกิจสหรัฐ

ในขณะเดียวกัน แม้จีนเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะช่วยหนุน sentiment สกุลเงินเอเชีย

นอกจากนี้ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันอาจมีแนวโน้มคลายตัวลงหลังพรรคที่สนับสนุนจีน 2 พรรคตกลงที่จะส่งผู้สมัครร่วมกันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน ในการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2567 อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงจะช่วยจำกัดแรงขายดอลลาร์เป็นระยะ


สำหรับปัจจัยในประเทศ จีดีพีไตรมาส 3/66 เติบโตเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งย่ำแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยสภาพัฒน์ประเมินว่าในปี 2566 นี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.5% ทางด้านกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเราตั้งข้อสังเกตว่ายังไร้ทิศทางชัดเจนในระยะนี้ แม้ตลาดคาดการณ์มากขึ้นเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งแรกของปี 2567