“ลายแทง” ลงทุน 2019 จาก “มอร์แกน สแตนเลย์”
คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย นงนุช สิงหเดชะ
การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (EM) หลายประเทศในปีนี้นับว่าโชคไม่ดีสำหรับนักลงทุน ภายหลังจากสหรัฐได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น อีกทั้งเกิดปัญหาการเงินค่อนข้างรุนแรงในบางประเทศอย่างตุรกีและอาร์เจนตินา ผลักดันให้นักลงทุนถอนหรือโยกย้ายการลงทุนจากตลาด EM แล้วหันไปซื้อสินทรัพย์ในสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
อย่างไรก็ตาม แสงสว่างการลงทุนในตลาด EM น่าจะกลับมาได้อีกครั้ง เห็นได้จากรายงานของ มอร์แกน สแตนเลย์ เกี่ยวกับแนวโน้มในปี 2019 ที่ระบุว่า เชื่อว่าภาวะซึมเซาของตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่น่าจะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว พูดอีกอย่างก็คือไม่นานน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาใหม่
มอร์แกนฯชี้ว่า ตลอดปีนี้ดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาด EM ซึ่งวัดจากเศรษฐกิจใน 24 ประเทศ ปรับตัวลงประมาณ 16% แต่จากการวิเคราะห์ของมอร์แกนฯเชื่อว่า ดัชนีจะปรับขึ้น 8% จากระดับปัจจุบันภายในเดือนธันวาคมปีหน้า สูงกว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 และเอ็มเอสซีไอยุโรป ที่ประเมินว่าจะขยับขึ้นเพียง 4% ดังนั้น บริษัทจึงได้ปรับน้ำหนักการลงทุนในตลาด EM จาก “ต่ำกว่าตลาด” (underweight) เป็น “สูงกว่าตลาด” (overweight) และลดเกรดการลงทุนในสหรัฐสู่ระดับต่ำกว่าตลาดในปีหน้า
“เราชอบหุ้นในตลาดเกิดใหม่มากกว่าสหรัฐเพราะเห็นว่าการเติบโตในปีหน้าจะมีเสถียรภาพมากกว่า เรากำลังเพิ่มการลงทุนเข้าไปในตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างมาก”
รายงานของวาณิชธนกิจแห่งนี้ยังระบุว่า ตลาดเกิดใหม่ที่ถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “สูงกว่าตลาด” ประกอบด้วย บราซิล ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย โปแลนด์ เป็นต้น ส่วนประเทศที่ถูกลดน้ำหนักการลงทุนเป็น “ต่ำกว่าตลาด” ได้แก่ เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ โคลอมเบีย กรีซ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ขณะที่แนวทางการลงทุนโดยรวมทั่วโลกของมอร์แกนฯนั้น ยังคงให้ความสำคัญกับ “หุ้นคุณค่า” มากกว่า “หุ้นเติบโต” โดยหุ้นคุณค่าที่มอร์แกนฯมุ่งเน้นเป็นพิเศษอยู่ในภาคการเงิน วัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภค จึงให้น้ำหนักการลงทุนสูงกว่าตลาดใน 4 หมวดนี้
อย่างไรก็ตาม มอร์แกนฯเตือนว่าในปีหน้ายังคงมีอุปสรรคใหญ่ 3 อย่างที่อาจทำให้ต้องระมัดระวังในการลงทุนในตลาดหุ้น 1.ความเสี่ยงด้านลบ (downside risks) จะมีพลังอำนาจเหนือการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก 2.ศักยภาพการเติบโตด้านรายได้ของบริษัทต่าง ๆ อ่อนแอลงอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและยุโรป 3.บริษัทต่าง ๆ จะได้รับแรงกดดันจากค่าจ้างและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการเติบโตของกำไรต่อหุ้น
สำหรับตลาดสหรัฐที่มอร์แกนฯลดน้ำหนักการลงทุนนั้น เป็นเพราะเชื่อว่าปีหน้าเศรษฐกิจอเมริกาจะเติบโตระดับปานกลาง 2.3% ลดลงจาก 2.9% ในปีนี้ ส่วนปี 2020 จะปรับลงอีกเหลือเพียง 1.9% ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ซึ่งจะสร้างความโล่งใจส่วนหนึ่งให้กับตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้ในรูปดอลลาร์สหรัฐสูง ส่วนตลาดเกิดใหม่คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเล็กน้อยเหลือ 4.7% จาก 4.8% ในปีนี้ ก่อนจะกลับมาขยายตัว 4.8% เช่นเดิมในปี 2020
การประเมินเศรษฐกิจสหรัฐของมอร์แกนฯสอดคล้องกับโกลด์แมน แซกส์ ที่บอกว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าเศรษฐกิจอเมริกาจะชะลอลงอย่างมากเหลือเพียง 1.8% ในไตรมาส 3 และลดลงอีกเหลือเพียง 1.6% ในไตรมาส 4 เนื่องจากสภาพทางการเงินตึงตัวเพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าปีหน้าจะยังขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งตามเดิมเพราะมีแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับ 2.25% ประกอบกับผลจากมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มจะหมดไป แต่ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นถดถอย