‘คนที่พึ่งพาได้’ ในที่ทำงาน มีราคาที่ต้องจ่าย? แนะวิธีปลดตัวเองจากการโหมงานหนัก
การเป็นพนักงานที่ ‘พึ่งพาได้เสมอ’ อาจช่วยสร้างความไว้วางใจในองค์กร ทว่าในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นกับดักที่ขัดขวางการเติบโตในอาชีพและนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาร่วมเปิดเผยเบื้องหลังต้นทุนซ่อนเร้นของการเป็นคนแบกทีม ตั้งแต่ภาวะ “Key Person Risk” ที่องค์กรเสี่ยงล้มเหลวหากขาดคุณ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้นำที่ใช้ความเก่งของคุณกลบปัญหาการบริหารงาน พร้อมแนะกลยุทธ์ก้าวข้ามบทบาทที่ต้องโหมงานหนัก เพื่อทวงคืนโอกาสในการเติบโต
การได้รับคำชมว่าเป็น “คนที่พึ่งพาได้เสมอ” หรือเป็นมือหนึ่งประจำทีมที่ทุกคนต้องวิ่งเข้าหา อาจดูเหมือนเป็นความสำเร็จและการสร้างความมั่นคงในอาชีพการงาน ทว่าในความเป็นจริง บทบาทดังกล่าวกำลังกลายเป็นกับดักเงียบที่กัดกินทั้งสุขภาพจิต โอกาสในการปรับตำแหน่ง และความเสี่ยงขององค์กรโดยไม่รู้ตัว
ฟาสคอมพานี (Fast Company) ได้รวบรวมเหล่านักยุทธศาสตร์องค์กร ผู้บริหาร และโค้ชด้านการพัฒนาบุคลากร มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เหตุใดการเป็นคนเก่งที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง พร้อมเสนอทางออกในการสร้างขอบเขตงานและการกระจายความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน
เลิกหวงความรู้ ก่อนเป็น ‘Key Person Risk’
การเป็นคนที่ทุกคนขาดไม่ได้อาจทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แต่ ลีนา แมคเดียร์มิด (Lena McDearmid) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Wryver ชี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่องค์กรต้องพึ่งพาคุณมากเสียจนการลาหยุดของคุณกลายเป็นความเสี่ยงของบริษัท นั่นไม่ใช่ความมั่นคงในอาชีพแต่เป็นความเปราะบางของทั้งสองฝ่าย
งานวิจัยจาก Harvard Business Review พบว่า 20% ถึง 35% ของการทำงานร่วมกันที่สร้างมูลค่าในองค์กร มาจากบุคลากรเพียง 3% ถึง 5% เท่านั้น ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ทุกคนวิ่งเข้าหานั่นเอง ทว่าพนักงานกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่มีคะแนนความผูกพันต่อองค์กรและความพึงพอใจในอาชีพต่ำที่สุด
แมคเดียร์มิด ยกตัวอย่างวิศวกรคนหนึ่งที่เขียนระบบปฏิบัติการหลักขึ้นมาคนเดียวโดยไม่ทำเอกสารคู่มือหรือสอนใครเลย เมื่อเขาไปลาพักร้อนไป ระบบเกิดล้มเหลวและทีมต้องตามตัวเขากลับมาแก้ปัญหา นี่ไม่ใช่เรื่องฮีโร่แต่คือการบริหารที่ผิดพลาด
สิ่งที่จะทำให้คุณมีคุณค่าอย่างแท้จริงและเติบโตได้ คือการแชร์ความรู้ ฝึกฝนคนมาแทนที่ และปลดปล่อยสิ่งที่รู้ออกไป การเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องไม่ได้ช่วยให้งานมั่นคง แต่คือการทำให้คุณติดหล่มอยู่กับที่
‘เก่งเกินไปจนให้ย้ายไม่ได้’
จัสติน ดี. คีย์ (Justin D. Key) นักเล่าเรื่องและนักยุทธศาสตร์จาก Black Theorem Co. เล่าประสบการณ์ตรงจากการเป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator) ที่มีความยืดหยุ่นสูงและทุ่มเทให้งานเต็มร้อย จนกระทั่งผู้บริหารเริ่มจับคู่เขากับคนที่ทำงานได้น้อยกว่า เพราะรู้ว่าคีย์จะช่วย “เก็บงานส่วนที่เหลือ” ให้จนเสร็จ โดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม
เมื่อลูกค้าเริ่มระบุชื่อขอทำงานกับเขาโดยตรง ความรับผิดชอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเขาเอ่ยปากขอขยับขยายไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น กลับได้รับคำตอบว่า “คุณมีค่าเกินกว่าจะย้ายออกจากตรงนี้ และการย้ายคุณจะส่งผลกระทบต่อส่วนงานนี้”
ประสบการณ์นั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าสับสนระหว่างการเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ กับการได้รับการพัฒนาเติบโต เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
คีย์ระบุ องค์กรต้องระวังไม่ให้รางวัลของคนขยันกลายเป็นการเอาสภาวะงานที่คนอื่นทำไม่เสร็จมาประเคนให้ ขณะที่การเติบโตของพวกเขาถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ
เผชิญหน้ากับผู้นำที่ตักตวงความสามารถ
“คุณเก่งเรื่องนี้มากเลย ช่วยทำอันนี้เพิ่มด้วยได้ไหม?”
เอลิซาเบธ บอยด์ (Elizabeth Boyd) ผู้อำนวยการระดับโลกด้านการพัฒนาองค์กรจาก TalentLab.Live ชี้ว่า คำพูดนี้มักไม่ได้เกี่ยวกับผลงานอันยอดเยี่ยมของคุณ แต่สะท้อนถึงภาวะผู้นำที่อ่อนแอของหัวหน้างาน ที่พยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับพนักงานที่ทำงานได้ไม่ดี
ผู้นำที่ขาดศักยภาพมักเลือกจะโยนงานให้คนเก่งที่พึ่งพาได้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนกลุ่มนี้มีความจงรักภักดีและอยากส่งมอบงานที่ดี ซึ่งง่ายกว่าการไปคุมประทุษร้ายกับคนที่ทำงานแย่
ผลกระทบที่น่ากลัวคือ ในวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ ความสามารถของคุณจะกลายเป็น “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่ถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่การทำงานที่เกินความคาดหมายอีกต่อไป สุดท้ายคนที่ไม่ทำงานก็รอดตัวไปบนหยาดเหงื่อของคนมีฝีมือ
กระจายการควบคุม ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
ในมุมมองของความเสี่ยงและการประเมินมูลค่าองค์กร ซาเมียร์ โซมาล (Sameer Somal) ผู้ร่วมก่อตั้ง Legal Experts AI อธิบายว่า การที่ความรู้หรือสิทธิ์การตัดสินใจไปกระจุกตัวที่คนๆ เดียว ถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงที่นักลงทุนมักหักลดมูลค่าบริษัท
เขายกตัวอย่างกรณี QuadrigaCX แพลตฟอร์มเทรดคริปโทฯ ในแคนาดา ที่ผู้ก่อตั้ง เจอรัลด์ คอตเทน (Gerald Cotten) ถือครองรหัสผ่านและอำนาจควบคุมเงินทุนทั้งหมดไว้คนเดียว เมื่อเขาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในปี 2018 ลูกค้าหลายหมื่นรายไม่สามารถถอนเงินได้ ก่อนจะพบว่ามีการยักยอกเงินมานานหลายปี
เพื่อป้องกันปัญหานี้ ผู้นำองค์กรจำเป็นต้อง
- จับคู่งานสำคัญทุกงานให้มี “ผู้ดูแลสำรอง” ที่มีการบันทึกขั้นตอนชัดเจน
- หมุนเวียนหน้าที่รับผิดชอบเพื่อกระจายความรู้
- กำหนดระบบอนุมัติคู่ (Dual Approval) สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือข้อมูลลูกค้า
- เฝ้าระวังปริมาณงานอย่างใกล้ชิด เพราะคนที่พึ่งพาได้มากที่สุด มักจะเป็นคนที่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือขอน้อยที่สุด
เจนิส เพอร์กินส์ (Janice Perkins) โค้ชผู้บริหารจาก Capacity Communications เตือนว่า การเป็นคนตอบรับทุกอย่างจะค่อยๆ สถาปนาให้ความพึ่งพาของคุณกลายเป็น “แผนสำรองอัตโนมัติของคนอื่น” การโยนงานแบบ “Dump and Run” หรือ การสั่งงานแล้วสะบัดก้นหนีโดยไม่แจงขอบเขตหรือทรัพยากร จะดึงพลังงานสมองของคุณไปเรื่อยๆ จนกระทั่งการตัดสินใจและการโฟกัสเริ่มล้มเหลว
นอกจากนี้ การที่คุณยอมทำทุกอย่าง ยังเป็นการริบเอาโอกาสในการเรียนรู้ ความรับผิดชอบ และนวัตกรรมไปจากคนอื่นในทีม และเป็นการฝึกให้องค์กรส่งงานมาให้คุณทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคุณปักหลักอยู่ในมุมที่เลื่อนตำแหน่งไปไหนไม่ได้ เพราะบริษัท “ขาดคุณในจุดนั้นไม่ได้”
สร้างวัฒนธรรมทีม เลิกเป็น ‘หมาป่าเดียวดาย’
เชอร์รี โรส ตัน (Cherry Rose Tan) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและผู้ประกอบการ ชี้ว่าผลข้างเคียงของการเป็น “คนพึ่งพาได้” มักลงเอยด้วยภาวะ Lone Wolf ที่เชื่อไปเองว่า “มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ทำเรื่องนี้ได้” ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างสเกลหรือขยายทีมได้
ผลสำรวจรวบรวมข้อมูลสะท้อนตัวเลขที่น่าตกใจ ดังนี้
ไม่สามารถตัดขาดจากงานได้ 56% ของคนทำงานเทคโนโลยีไม่สามารถผ่อนคลายได้หลังเลิกงาน และ 62% รู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ (ข้อมูลจาก Yerbo, 2022)
ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ 81% ของผู้ก่อตั้งบริษัทเก็บซ่อนความเครียดและความกลัวไว้คนเดียว (ข้อมูลจาก Startup Snapshot, 2023)
ผู้หญิงรับภาระหนักกว่า พนักงานหญิงมีโอกาสถูกขอให้ช่วยงานเบ็ดเตล็ดที่ไม่ช่วยส่งเสริมอาชีพ (เช่น จดบันทึก จัดประชุม) มากกว่าชาย 44% และมีแนวโน้มจะตอบตกลงมากกว่าถึง 50% (ข้อมูลจาก University of Melbourne, 2017)
ทั้งนี้ การเป็นคนที่องค์กรไว้วางใจคือเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่อยู่บนพื้นฐานของการเอาชีวิตและอนาคตทางการงานไปแลก พนักงานที่เก่งจริงต้องเริ่มจากการส่งต่อความรู้ สร้างระบบที่รันต่อได้โดยไม่ต้องมีตนเอง และกล้าที่จะปฏิเสธเพื่อเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้แบกงาน” สู่การเป็น “ผู้นำที่สร้างเติบโตได้อย่างแท้จริง”