ประยุทธ์ เร่งคมนาคมนำเข้าหัวรถจักร-รถเมล์ลอตใหม่ภายในปีนี้

ภาพ : www.thaigov.go.th

ประยุทธ์ ถก คนร. เร่งคมนาคม นำเข้าหัวรถจักร-รถเมล์ลอตใหม่ อัพเดตแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง อสมท พลิกขาดทุนเป็นกำไรในรอบ 5 ปี เอ็นทีรุกตลาด 5G-ดาวเทียม

วันที่ 16 มีนาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2565 ว่า ได้มีการหารือเรื่องการแก้ปัญหาหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 50 กว่าแห่ง ซึ่งมีการรายงานผลการดำเนินงานประจำปีออกมา ทั้งรายได้ดี รายได้ดีขึ้นมาก หรือดีขึ้นเล็กน้อย ก็ยังขาดทุนอยู่ ในเรื่องการให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ โดยกำลังทบทวนบทบาทว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันการดูแลประชาชนให้ได้มากขึ้น วันนี้ได้สอบถามความคืบหน้า เช่น การจัดหาหัวรถจักร คาดว่าภายในปีนี้ ขณะนี้ทยอยเข้ามาแล้ว รวมถึงรถโดยสารประจำทางใหม่ ซึ่งกระทรวงคมนาชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทยอยเข้ามา

“ภายในปีนี้จะมีทั้งหัวรถจักร รถยนต์ขนส่งมวลชนรุ่นใหม่เข้ามาเสริม เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดหา พยายามเร่งรัดทุกอัน เพื่อดูแลประชาชนทุกภาคส่วน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นั้น ได้มีการชี้แจงในที่ประชุม ครม.ไปแล้ว ซึ่งต้องไปดูว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมามาจากอะไร โดยสิ่งที่บริษัทการบินไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาตรงกับแนวทางนโยบายที่ตนได้ให้ไปว่าให้ส่งสินค้าไปด้วย เมื่อเปิดประเทศ สถานการณ์นักท่องเที่ยวก็จะมากขึ้น มีเที่ยวบินเข้าประเทศมากขึ้น ก็จะมีรายได้เข้ามาบ้าง

“ประเด็นสำคัญ คือ การบริหารทรัพย์สินที่มีอยู่ ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่แท้จริงของการบิน อยู่ระหว่างปรับโครงสร้าง การลดบุคลากร การขายพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่สุดแล้วจะทำอย่างไรให้มีเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้มีคนเดินทางมากขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การเดินทางเที่ยวบินปฐมฤกษ์เบตง เป็นเรื่องของอนาคต วันหน้าต้องดีขึ้น วันแรก ๆ บริษัทผู้ประกอบการก็ยังดูว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ในการบินแต่ละเที่ยว หากผู้โดยสารไม่เต็มเที่ยวบิน เป็นปัญหา
ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญการประชุม คนร.ว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายในการทำงานของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ว่าต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน

ขอให้คณะกรรมการทุกคนทำงานด้วยความระมัดระวัง ทำหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้มากที่สุด พร้อมฝากให้คณะกรรมการทุกคนพิจารณาว่า ปัญหาในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีพื้นฐานของปัญหาอยู่ตรงไหน จะแก้ไขได้อย่างไร โดยไม่เป็นการบริหารงานแบบเดิม ๆ ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ เกิดความเชื่อมั่น ให้เดินหน้าต่อไปได้

นายธนกรกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ที่พบว่ามีผลการดำเนินงานหลายอย่างที่ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาว่าเป็นการดีขึ้นจากการประกอบการจริงหรือไม่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นรายได้จากธุรกิจอื่นมาประกอบ เช่น การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การขายทรัพย์สินหรือให้เช่าพื้นที่ รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลง ขณะที่ในส่วนของผลการประกอบการหลักยังขาดทุนอยู่ จึงต้องแยกส่วน รายละเอียดออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อให้เจอปัญหาที่จะต้องแก้ไขในทุกรัฐวิสาหกิจ

โดยรัฐวิสาหกิจต้องเร่งแก้ปัญหาเก่าและเดินหน้าใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนในอนาคต ซึ่งทุกอย่างขึ้นกับความร่วมมือของทุกคน ที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้

นายธนกรกล่าววา ที่ประชุม คนร.ได้พิจารณาในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.การจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566-2570 (แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ) ที่สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและพลิกโฉมประเทศไทยสู่ความยั่งยืน โดยให้มีการกำหนดกรอบทิศทางหลักในการพัฒนารัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง เพื่อนำ 13 หมุดหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แผนพัฒน์) ฉบับที่ 13 และแผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายของประเทศได้

ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งการปรับรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถสนองต่อวิถีชีวิตถัดไป (Next Normal) ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 และการสร้างความมั่นคงในด้านการค้า การลงทุน การผลิต และการเกษตรของประเทศรองรับผลกระทบต่าง ๆ จากสถานการณ์ในต่างประเทศ

นอกจากนี้ ให้สนับสนุน SMEs และมีการบูรณาการทำงานร่วมกันของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาครัฐอื่น และเอกชนมากยิ่งขึ้น

2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่ง มีความคืบหน้าในการดำเนินงานตามลำดับ เช่น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (บมจ.อสมท) ได้ดำเนินการตามแผนพลิกฟื้นธุรกิจระยะสั้น ประจำปี 2564 ทำให้มีกำไรจากที่มีผลขาดทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ซึ่ง คนร.ได้กำชับให้มีการดำเนินการตามแผนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทั้งในเรื่องทางการเงินและการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น บริษัท เอ็นที จำกัด (มหาชน) ให้เร่งพัฒนาและบริหารจัดการระบบ 5G และดาวเทียมไทยคม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และการรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งการจัดหารถเพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ดีขึ้น

3.การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจในปี 2563 และ 2564 รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีผลการประเมินที่ดีขึ้น โดย คนร.ได้มีนโยบายให้รัฐวิสาหกิจปรับตัว เตรียมการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านการรองรับ Next Normal การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งให้มีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่อดีตให้สำเร็จ และดูแลผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะวิกฤตต่าง ๆ ในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิง และวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ

“นายกรัฐมนตรียังกล่าวในตอนท้ายว่า ถ้าไม่เข้มแข็งในวันนี้ก็จะลำบากในวันหน้า เพราะโลกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้น มีการเลือกข้างกันมากขึ้น ซึ่งนายกฯพยายามยืนอยู่ให้ได้เวลานี้ในเวทีโลก หลายคนมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่นายกฯก็มีหลักในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ขณะนี้ เพราะเราเป็นประเทศอาเซียน เป็นประเทศเล็ก และมีปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ พอสมควร ดังนั้น การวางบทบาทของเราก็ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด” นายธนกรกล่าว

นายธนกรกล่าวว่า ที่ประชุม คนร.คาดว่าสถานการณ์การรบของรัสเซียกับยูเครน จะยังเป็นปัญหาอยู่อีกสักระยะหนึ่ง อาจจะเร็วหรือช้า ซึ่งอย่างน้อย 3 เดือนจะต้องเตรียมมาตรการทุกอย่างให้พร้อม เพราะประเทศยังมีปัญหาอีกมาก ฉะนั้น การจะนำเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมาอุดหนุนเรื่องพลังงานอย่างเดียวคงไม่พอ ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น จึงต้องหามาตรการอื่นมาเสริมด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท โดยได้ใช้เงินอุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาท

และต่อไปต้องดูแลพลังงานอื่นอย่างก๊าซหุงต้ม แอลพีจี เอ็นจีวี ขณะที่ราคาพลังงานก็ยังมีความผันผวน แกว่งตัวขึ้นลงอยู่ทุกวัน ต้องขอให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลดูแลอย่างเต็มที่ โดยขอให้ร่วมมือและช่วยกันปรับตัวในสถานการณ์ขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ