Skip to content

เปิดประวัติ ไทยน้ำทิพย์ 66 ปี ผลิตโค้กขาย 63 จังหวัด ก่อนเข้า IPO

14 พ.ค. 2568 | 17:47น.
เปิดประวัติ ไทยน้ำทิพย์ 66 ปี ผลิตโค้กขาย 63 จังหวัด ก่อนเข้า IPO

เปิดประวัติ “ไทยน้ำทิพย์” บริษัทผู้ผลิตโค้ก-แฟนต้า-สไปรท์ ในประเทศไทย จำหน่าย 63 จังหวัด กับเรื่องราวน่าสนใจตลอด 66 ปี ก่อน IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

หากพูดถึง “ไทยน้ำทิพย์” หลายคนจะคุ้นเคยในฐานะบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมแบรนด์ดัง โค้ก-แฟนต้า-สไปรท์ ในประเทศไทย ที่อยู่มายาวนานถึง 66 ปี โดยได้รับสิทธิ์ในการทำธุรกิจจัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายเครื่องดื่มตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในพื้นที่ 63 จังหวัดของประเทศไทย

และในประเทศลาวผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. (LCCB) ในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

รวมทั้งการ Coca-Cola ลงทุนในบริษัทซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มและประกอบธุรกิจตามสัญญากับ Company และ Schweppes Holdings Limited ในประเทศกัมพูชาในสัดส่วน 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

เรื่องราวตลอด 66 ปีที่ผ่านมาของ “ไทยน้ำทิพย์” ผ่านร้อนผ่านหนาว มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และกำลังจะเริ่มต้นก้าวใหม่โดยการเตรียม IPO เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มแห่งนี้

จุดกำเนิด “ไทยน้ำทิพย์”

สำหรับโค้กในประเทศไทย เริ่มต้นขายมาตั้งแต่ปี 2492 โดยโคคา-โคล่า เริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยครั้งแรกด้วยโรงงานบรรจุขวดเล็ก ๆ บนถนนหลานหลวง ดำเนินธุรกิจด้วยรถขนส่งเพียง 7 คัน ใช้เครื่องจักรบรรจุขวดขนาดเล็กเพียง 2 เครื่องที่ชื่อว่า “ดิกซี่” ผลิตโคคา-โคล่า ขนาด 6.5 ออนซ์ มีกำลังการผลิต 160 ขวดต่อนาที จำหน่ายในราคา 1 บาท ก่อนจะย้ายโรงงานบรรจุขวดมาที่ถนนสีลม เมื่อปี 2497

กระทั่งปี 2502 หรืออีก 5 ปีต่อมา กลุ่มนักธุรกิจไทยตระกูลสารสิน เคียงศิริ และบุญสูง ได้รับสิทธิ์เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า รายแรกของประเทศไทย โดยร่วมกับ บริษัท โคคา-โคล่า เอ็กซ์ปอร์ต คอร์ปอเรชั่น เปิดบริษัทผู้บรรจุขวดรายแรกของประเทศไทย ในนาม บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท โดยมี ฯพณฯ พจน์ สารสิน ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทในเวลานั้น

หลัวจากนั้น “ไทยน้ำทิพย์” ได้ขยายการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งการขยายโรงงานบรรจุขวด เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดรับความต้องการ และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนไปต่อเนื่อง เริ่มจากการเปิดตัว “สไปรท์” น้ำอัดลมสีใส ตั้งแต่ปี 2507 เริ่มผลิตน้ำอัดลมแบบกระป๋อง ตั้งแต่ปี 2529

โรงงานบรรจุขวดแห่งแรกในประเทศไทย ณ เลขที่ 68 ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ (ภาพจาก thainamthip.co.th)

และเมื่อปี 2567 เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี หนึ่งในผู้ถือหุ้น “ไทยน้ำทิพย์” ขายหุ้นบางส่วนให้กับ “สไวร์ โคคา-โคล่า” ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าโคคา-โคล่า ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก พร้อมทั้งได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน ทั้ง 3 บริษัท เพื่อผนึกกำลังในการขยายตลาดภูมิภาคอาเซียนตอนเหนือ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

ปัจจุบัน ไทยน้ำทิพย์ ดำเนินการในชื่อ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มีโรงงานอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่ง คือ ปทุมธานี, รังสิต, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ลำปาง และทำหน้าที่ผลิต-จัดจำหน่ายเครื่องดื่มทั้งสิ้น 7 แบรนด์ คือ โคคา-โคลา (โค้ก), น้ำทิพย์, แฟนต้า, สไปรท์, มินิทเมด, ชเวปส์ และเอ แอนด์ ดับบลิว

ผู้บริหารในปัจจุบัน คือ นายพรวุฒิ สารสิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และนายอินเยส คอร์ทเฮ้าส์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

ส่องศักยภาพ “ไทยน้ำทิพย์”

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567 ไทยน้ำทิพย์ ได้จำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายจำนวนรวม 404 ล้านยูนิตเคส ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีศูนย์กระจายสินค้ามากกว่า 50 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทศไทย

มีจำนวนพนักงาน (รวมการจ้างแรงงานภายนอก (Outsource) ตามความต้องการในฤดูกาลผลิต) มากกว่า 8,000 คน และบริษัทยังมีเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่ให้บริการร้านค้าประมาณ 495,000 แห่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งบริษัทใช้กลยุทธ์การขายและการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับฐานลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม

1. ร้านค้าแบบดั้งเดิม เช่น ร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม (ร้านยี่ปั๊ว) ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) เป็นต้น

2. ร้านค้าแบบสมัยใหม่ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น

เช่นเดียวกับในประเทศลาว กลุ่มลูกค้าของ LCCB ประกอบด้วย เครือข่ายร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายในลักษณะใกล้เคียงกันกับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยของบริษัท

สำหรับโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย  มีสายการผลิต 22 สาย กำลังการผลิตรวมสูงสุดประมาณ 564 ล้านยูนิตเคสต่อปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าหลายประเภท และรถขนส่งสินค้าที่มีเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) และกล้องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทันสมัยและยานพาหนะจำนวนรวมกันมากกว่า 1,500 คัน สำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทย

สำหรับในประเทศลาว มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 1 แห่ง พร้อมทั้งมีคลังสินค้าและรถขนส่งสินค้าในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศลาว

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าทำสัญญาหลายฉบับ (เช่น สัญญาซื้อขายหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และสัญญาจองซื้อหุ้น) กับ CC Cambodia Holdings Pte. Ltd. (CCCH) Coca-Cola Indochina Pte. Ltd. (CCIC) และ Swire Beverages (Southeast Asia) Pte. Ltd. (SWB) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Swire Coca-Cola Limited (Swire Coca-Cola) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ของ The Coca-Cola Company รายใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่งส่งผลให้ Swire Coca-Cola กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางอ้อมของบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Strategic Bottling Alliance) ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และประเทศเวียดนาม (หลังจากที่บริษัทเข้าลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศเวียดนามเสร็จสิ้น)

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อหุ้น 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศกัมพูชา และบริษัทอยู่ในระหว่างการเข้าลงทุน 30% ของทุนก่อตั้ง (Charter Capital) ทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศเวียดนาม

ครองแชร์เบอร์ 1 ซอฟต์ดริงก์

ข้อมูลของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากยอดขายในประเทศไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ ครองอันดับที่ 1 ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (NARTD) โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 15.6 ในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ครองอันดับที่ 1 ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 51.4

สำหรับหมวดย่อยต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม

  • โคคา-โคล่า ส่วนแบ่งตลาดประเภทโคล่า ร้อยละ 47.9
  • แฟนต้า-สไปร์ท ส่วนแบ่งตลาดประเภทเครื่องดื่มที่มีรสชาติอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 66.0
  • ชเวปส์ ส่วนแบ่งตลาดประเภทเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ ร้อยละ 27.5

และบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดในอันดับที่ 5 สำหรับหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มน้ำผลไม้พร้อมดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 6.7 รวมถึงมีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 3 ในหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 9.4

ทั้งนี้ จากข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน คาดว่า ตลาด NARTD ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้น (“CAGR”) คิดเป็นร้อยละ 7.4 ระหว่างปี 2567 ถึงปี 2572 และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 337.6 พันล้านบาทภายในปี 2572

“โค้ก” รายได้เบอร์ 1 ของบริษัท

ข้อมูลรายได้แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์การจำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายของบริษัทฯ ช่วง 3 ปีล่าสุด คือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 31 ธันวาคม 2566 และ 31 ธันวาคม 2567 ระบุไว้ว่ามีรายได้ดังนี้

  • ปี 2565 มีรายได้ 35,989.15 ล้านบาท
  • ปี 2566 มีรายได้ 39,294.98 ล้านบาท
  • ปี 2567 มีรายได้ 41,314.24 ล้านบาท

โดยรายได้อันดับ 1 มาจากเครื่องดื่มอัดลม โคคา-โคล่า มากถึงเกือบ 60% ส่วนอันดับ 2 คือ เครื่องดื่มอัดลมประเภทอื่นๆ และอันดับ 3 คือ น้ำดื่ม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงปี 2565-2567 เป็นดังนี้

ปี 2565

  • รายได้รวม 35,989.15 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 22,014.78 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 13,617.82 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 3,083.24 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 39,294.98 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 23,871.82 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 15,004.43 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 3,374.41 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้รวม 41,314.24 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 24,496.45 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 15,332.02 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 4,379.08 ล้านบาท

ส่องแผนใช้เงิน “ไทยน้ำทิพย์” หลัง IPO

ข้อมูลระบุว่า ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) รวมจำนวน 612,451,687 หุ้น คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้ ซึ่งตามแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

มีวัตถุประสงค์การใช้เงินคือ

  1. บริษัทจะใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจของบริษัท
  2. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปสำหรับการดำเนินงานของบริษัท