Skip to content

ท่องเที่ยวสุขภาพ 2.2 ล้านล้านฮอต BDMS-เวชธานีเพิ่มบริการชิงตลาด

06 ส.ค. 2568 | 13:01น.
ท่องเที่ยวสุขภาพ 2.2 ล้านล้านฮอต BDMS-เวชธานีเพิ่มบริการชิงตลาด

ธุรกิจสุขภาพ ตบเท้าหนุนเวลเนสทัวริซึม ปั้นรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หมอแอม BDMS แนะไทยก้าวข้ามเกมท่องเที่ยวสู่ตลาดใหม่ ปั้น Ecosystem ทั้งตรวจโรคทางกาย-ทางจิต ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำทุกปี ด้าน “แอท-ยีนส์” ดันเทคฯตรวจ-รักษาด้วยสเต็มเซลล์-จีโนม เพิ่มมูลค่าอุตฯท่องเที่ยว ส่วน “เวชธานี” เจาะเซ็กเมนต์ใหม่ผุดศูนย์ดูแลสุขภาพจิต-รักษาโรคซึมเศร้าครบวงจร

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ฉายภาพว่า ปัจจุบันเวลเนสหรือสุขภาพ เป็นปัจจัยที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจต่าง ๆ โดยไม่จำกัดเฉพาะสถานพยาบาล อาทิ ท่องเที่ยว และอสังหาฯ ที่สามารถนำปัจจัยสุขภาพเข้าไปเสริมแกร่งให้โครงการ-บริการ เพื่อสร้างจุดดึงดูด และสปีดการเติบโต

สะท้อนจากอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 โดยมี 3 อุตสาหกรรมย่อยที่เติบโตสูงเกิน 10% ต่อปี ได้แก่ อสังหาฯเชิงสุขภาพ เติบโต 15%, สุขภาพจิต เติบโต 12.2% และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เติบโต 10.2%

ในประเทศไทยนั้น ทั้ง 3 กลุ่มถือว่ามีศักยภาพการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่มีจุดแข็งครบทั้งธรรมชาติ, อาหาร, การบริการ, การแพทย์แผนไทย และโพซิชั่นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร

โดยในปี 2023 ประเทศไทยสามารถครองอันดับ 1 ของโลก ในด้านการเติบโตของตลาดเวลเนสที่อัตรา 28.4% และที่สำคัญคือ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย มีอัตราการเติบโตสูงถึง 120% เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีนเพียงประเทศเดียว

สอดคล้องกับรายงานของ Krungthai COMPASS ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยจะมีมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท ในปี 2577 เติบโตเฉลี่ยปีละ 15.7% หลังปี’66 นักท่องเที่ยวกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดที่ 99,770 บาทต่อคน

จุดกระแสมาสุขภาพดีทุกปีที่ไทย

นพ.ตนุพลกล่าวต่อไปว่า การใช้สุขภาพเป็นแกนของการท่องเที่ยว ยังมีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การจุดกระแส “มาสุขภาพดีทุกปีที่เมืองไทย” ด้วยการโปรโมตบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ที่พักที่นอนแล้วสงบหลับสนิท, อาหารสุขภาพ, สถานที่ท่องเที่ยวแบบช่วยลดความเครียดได้, บริการตรวจสุขภาพของสถานพยาบาล เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นเหตุผลให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนไทยซ้ำ และเป็นจุดหมายที่ต้องมา แม้จะเคยมาแล้วหลายครั้งก็ตาม ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวบนเวทีโลก

อีกเซ็กเมนต์ที่มาแรงคือ การดูแลสุขภาพจิต ซึ่งเป็นน้องใหม่ในวงการเวลเนส แต่เติบโตรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันต้องเผชิญความเครียดสูงจากการรับข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่ผู้คนทำเพื่อคลายเครียดคือ การทานอาหารที่กลุ่มจังก์ฟู้ด นำไปสู่การป่วยด้วยโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเครียด, เบาหวาน, ความดัน และอื่น ๆ

“ปัจจัยสุขภาพมีผลกับธุรกิจท่องเที่ยวมากกว่าที่เห็น เช่น โรงแรมที่เตียงนอนไม่สบาย-หลับไม่สนิท ส่งผลกับนักเดินทางทั้งกลุ่มท่องเที่ยว และทำงาน-จัดประชุม โดยตัดโอกาสการกลับมาใช้บริการซ้ำ ตรงกันข้ามการตรวจสุขภาพแล้วแพทย์นัดตรวจ อาจเป็นเหตุผลสำหรับการกลับมาเที่ยวซ้ำได้ เรียกได้ว่าการผนึก 2 อุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทำให้ไทยออกจากเกมท่องเที่ยวที่แข่งขันสูง ไปสู่ Ecosystem ใหม่ที่มีลูกค้าหลากหลายทั้งผู้ป่วยและผู้ที่มีสุขภาพดี”

เสริมมูลค่าด้วยสเต็มเซลล์-จีโนม

สอดคล้องกับ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอท-ยีนส์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการตรวจยีน ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ กับสถานพยาบาลต่าง ๆ กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในทางรอดของไทยในสถานการณ์สงครามการค้าที่กำลังดุเดือดในปัจจุบัน

เนื่องจากผู้คนทั่วโลกต่างทุ่มจับจ่ายด้านสุขภาพของตนและครอบครัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศต่าง ๆ ทำให้ดีมานด์บริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อไทยควรเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้มากกว่าการทำศัลยกรรม หรือรักษาโรคทั่วไป, ทำฟัน รวมถึงตัดแว่นตา ด้วยการนำเทคโนโลยีและการรักษาใหม่ ๆ เข้ามา

โดยปัจจุบันมีหลายเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถนำมาเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้ ทั้งด้านการตรวจหาโรค อาทิ การวิเคราะห์พันธุกรรมเพื่อหาความเสี่ยงของโรค เช่น มะเร็ง, เบาหวาน และความเสี่ยงอื่น เช่น แพ้อาหาร, แพ้ยา, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ รวมถึงสร้างกระบวนการป้องกัน-รักษาแบบเฉพาะบุคคล

เทคโนโลยีการตรวจโรคที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น เช่น การตรวจโรคติดเชื้อ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ด้วยปัสสาวะ, การวิเคราะห์ยีนเพื่อหาความเสี่ยงอัลไซเมอร์ การวัดความยาวเทโลเมียร์เพื่อประเมินอายุของเซลล์ เป็นต้น เช่นเดียวกับด้านการเจริญพันธุ์ซึ่งตอบโจทย์ครอบครัวปัจจุบันที่มีลูกน้อยลง แต่ต้องการลูกที่สุขภาพแข็งแรง อย่างการคัดกรองโรคในตัวอ่อนมนุษย์

รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการรักษาที่มีมูลค่าสูง และไทยมีสถานพยาบาล และแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้สเต็มเซลล์อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แนวทางเพิ่มมูลค่านี้ยังมีความท้าทายใน 2 เรื่องคือ กฎระเบียบที่ยังไม่ชัดเจน และตามไม่ทันกับเทคโนโลยี เช่น สเต็มเซลล์ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน ตามโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medical Products-ATMPs) ซึ่งอยู่ในขั้นตอน Sandbox คาดว่าใน 2 ปี จะสามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ด้านสเต็มเซลล์ได้ง่ายขึ้น จากปัจจุบันที่มีความซับซ้อนสูง

อีกจุดคือ การผลิตบุคลากรให้ทันกับดีมานด์ เนื่องจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มักไม่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติจริง เพราะกระบวนการต่าง ๆ มีต้นทุนสูง จึงอาจต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้บุคลากรมีโอกาสปฏิบัติจริง

เวชธานีมุ่งตอบโจทย์สุขภาพจิต

พญ.ปวีณา ศรีมโนทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH ในเครือโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มมีปัญหาด้านสุขภาพจิต อาทิ โรคซึมเศร้า ไม่จำกัดเฉพาะชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน เช่น กลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย หรือ Expat และกลุ่มชาวต่างชาติที่ย้ายมาอาศัยในไทย

ทั้งนี้ สะท้อนจากสัดส่วนผู้ใช้บริการชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาเป็นครั้งแรกนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 8% ของผู้ใช้บริการรายใหม่ทั้งหมด

ตัวเลขนี้ไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า ภายในปี 2030 โรคซึมเศร้าจะกลายเป็นภาระโรคอันดับหนึ่งของโลก สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2567/2568 ชี้ว่า มีคนไทยกว่า 1.3 ล้านคน หรือประมาณ 2% ของประชากรทั้งหมดเผชิญภาวะซึมเศร้า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน

และเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้บริการและตอบโจทย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลจึงเปิดตัว “ศูนย์รักษาโรคซึมเศร้าครบวงจร” พร้อมจุดเด่น อาทิ การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น, ทีมสหสาขาวิชาชีพ และการออกแบบแนวทางรักษาเฉพาะบุคคล พร้อมกับนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น Esketamine ยารักษาภาวะซึมเศร้าแบบใหม่สำหรับพ่นทางจมูก และเครื่องรักษาโดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดลึก