สมาคมค้าปลีก
สมาคมค้าปลีกชงรัฐบาลใหม่ “อนุทิน” ฟื้นชีพ “คนละครึ่ง” อัพเกรดเพิ่มเงินเป็นวันละ 300 บาท ควบ “Easy E-Receipt” แสนบาท พร้อมหั่นภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์ หวังปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สมาคมขอแสดงความยินดีกับคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่พร้อมทีมงานที่มีศักยภาพจะสามารถกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคงได้ โดยสมาคมเห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ
เพื่อเป็นการสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด สมาคมจึงขอเสนอชุดมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย โดยเสนอให้โครงการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่นอัพเกรดเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง โดยขยายผลให้ครอบคลุมร้านค้าทุกประเภทอย่างไร้เงื่อนไขซับซ้อน พร้อมปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท และกำหนดวงเงิน 1,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
เพื่อให้สอดรับกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการ “Easy E-Receipt” เฟส 2 ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการจับจ่าย โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 100,000 ล้านบาท
ขณะที่ในมิติของการดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “สวรรค์แห่งการช็อปปิ้ง” (Shopping Paradise) สมาคมเสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราสูงถึง 20-30% ให้เหลือราว 10-15% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งมีอัตราภาษีดังกล่าวเป็น 0% นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund)
โดยนำร่องคืนภาษี 7% ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ในย่านช็อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอให้ขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย จาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมพำนักระยะยาว
นอกจากนี้ สมาคมยังได้เสนอมาตรการด้านแรงงาน โดยสนับสนุนการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อช่วยลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ผู้ประกอบการค้าปลีกสามารถบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ดียิ่งขึ้น
“สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิต SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง สมาคมพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” นายณัฐกล่าวทิ้งท้าย