ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและการขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวที่มีสมาชิกหลายรุ่นหลายร้อยชีวิต “จิราธิวัฒน์” ตระกูลเจ้าของอาณาจักร “เซ็นทรัลกรุ๊ป” ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบครอบครัวธุรกิจไทยที่สามารถปรับตัวและก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างต่อเนื่องกว่า 7 ทศวรรษ
ล่าสุดในงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี The 3rd SET Annual Conference on Family Business : Transforming Family Business ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสความสำเร็จทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้ชนะอนาคต” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
“ปริญญ์ จิราธิวัฒน์” รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้กล่าวถึงมุมมองและประสบการณ์ตรงจากการบริหารอาณาจักรค้าปลีก โรงแรม ฯลฯ ภายใต้โจทย์ใหญ่ว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกกว่า 250 คน สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
จากห้องแถวสู่อาณาจักรแสนล้าน
“ปริญญ์” ได้เริ่มต้นด้วยการย้อนภาพความสำเร็จจากจุดกำเนิดที่เป็นเพียงธุรกิจห้องแถวเล็ก ๆ สู่การเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีบริษัทย่อยในเครือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 4 แห่ง
โดยการตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในวันนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน และสามารถระดมทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดดและประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
“ความโชคดีของตระกูลจิราธิวัฒน์ คือ ความสามารถในการปรับและรวมโครงสร้างธุรกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงแรม, ศูนย์การค้า หรือธุรกิจค้าปลีก ให้เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกันซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลเป็นไปอย่างรวดเร็ว”
โดยปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมียอดขายใกล้แตะ 4 แสนล้านบาทในปี 2567 และมีการดำเนินธุรกิจในกว่า 15 ประเทศทั่วโลก โดยสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศคิดเป็น 35-40% แม้ว่ากำไรจากต่างประเทศจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นด้วยสัดส่วนไม่ถึง 10% แต่นี่คือทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต
แยก “ครอบครัว” ออกจากธุรกิจ
“ปริญญ์” กล่าวต่อ ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ เกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 คือ การสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเรื่องของครอบครัวและเรื่องของธุรกิจ เพราะหากย้อนกลับไปดูในอดีต ระบบการเงินยังเป็นแบบ “กงสี” ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินส่วนกลางของครอบครัว
“สมัยก่อนเราไม่เคยจ่ายเงินปันผลเลย ทุกอย่างเป็นเงินกงสี ซึ่งข้อดีคือเงินทั้งหมดถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจ ทำให้บริษัทเติบโตขึ้น แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เราตกลงกันว่าจะต้องแยกบทบาทให้ชัดเจน ครอบครัวก็คือครอบครัว ธุรกิจก็คือธุรกิจ การทำงานที่มีเจ้านายหลายคน สั่งงานซ้ำซ้อน ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบมากขึ้น”
โดยปัจจุบันผลประโยชน์ของสมาชิกครอบครัวจะอยู่ในรูปแบบของ “เงินปันผล” ที่จ่ายตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใส ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ต้องก้าวก่ายการบริหารงานประจำวัน
ตั้งสภาครอบครัวดูแล 250 ชีวิต
นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้มีการจัดตั้ง “สภาครอบครัว” ขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์และสวัสดิการของสมาชิกครอบครัวที่มีจำนวนมากถึง 250 คน ซึ่งถือเป็นกลไกที่แยกออกจากผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมสูงสุด
โดยบทบาทสำคัญของสภาครอบครัว คือ การวางกฎ กติกา และบริหารจัดการสวัสดิการต่าง ๆ ของครอบครัว ซึ่งในอดีตเคยครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย แต่เมื่อมีสภาครอบครัวเข้ามา ก็มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น
หมุนเวียนงาน-สร้างผู้นำรุ่นใหม่
“ปริญญ์” กล่าวต่อว่า ซึ่งนอกเหนือจากการวางโครงสร้างเพื่อดูแลสมาชิกทุกคนแล้ว การบริหารจัดการบุคลากร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะการคัดเลือกสมาชิกในครอบครัวให้เข้ามาทำงานในองค์กร ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลจะให้ความสำคัญกับ “ความสามารถ” เป็นอันดับแรก
โดยกระบวนการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมของทายาทรุ่นใหม่ จะมีพี่เลี้ยงซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในตระกูลประมาณ 5-6 คน มาคอยกำกับดูแล โดยจะมีการนัดเจอกันทุก ๆ 3 เดือน เพื่อพูดคุยว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยากจะทำอะไรในอนาคต จากนั้นผู้ใหญ่ในตระกูลก็จะทำหน้าที่เป็นโค้ชให้
จากนั้นเด็ก ๆ จะอยู่กับพี่เลี้ยงคนนั้นประมาณ 2-3 ปี แล้วก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนพี่เลี้ยงไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ทายาทได้สัมผัสกับธุรกิจในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นสายงานปฏิบัติการ การตลาด การเงิน หรือส่วนงานสนับสนุนอื่น ๆ
โดยเป้าหมายของกระบวนการหมุนเวียนงานนี้จะมีอยู่ 3 เป้าหมายหลัก คือ 1.เพื่อให้ทายาทมีความรู้ความเข้าใจในภาพรวมของธุรกิจที่กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น 2.เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ค้นพบความถนัดและความชอบของตนเองว่าสนใจในส่วนงานใดเป็นพิเศษ
และ 3.คือการประเมินว่าทักษะและความสามารถของแต่ละคนนั้นเหมาะสมกับส่วนงานใด และจะสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทได้อย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดในการพาเซ็นทรัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“กว่าที่ทายาทแต่ละคนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า บริษัทเรามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”
ธรรมนูญครอบครัวพลิกตามบริบท
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตมาอย่างยาวนาน ก็คือ การยึดหลัก “ธรรมนูญครอบครัว” ที่ถือเป็นกฎเหล็กที่สมาชิกทุกคนในตระกูลต้องปฏิบัติตาม โดยธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารที่ตายตัว แต่เป็นเอกสารที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้
โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ ณ เวลานั้น ๆ ความเหมาะสม และความแตกต่างของแต่ละยุคสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่แม้จะยึดมั่นในหลักการ แต่ก็พร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ย้ำ “ห้ามขายหุ้นให้คนนอก”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธรรมนูญครอบครัวจะสามารถปรับเปลี่ยนในรายละเอียดได้ แต่ก็มีกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยเด็ดขาด คือ ห้ามขายหุ้นให้คนนอก
โดยกฎข้อนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจครอบครัว เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดการเสียการควบคุม และทำให้มั่นใจได้ว่าอำนาจในการบริหารและการตัดสินใจยังคงอยู่ในมือของสมาชิกในตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการรักษามรดกทางธุรกิจที่บรรพบุรุษได้สร้างมาให้คงอยู่ต่อไป
ยึดหลักสร้างความปรองดอง
“ปริญญ์” กล่าวย้ำว่า นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตระกูลจิราธิวัฒน์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ การสร้างความปรองดองในครอบครัว ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในธรรมนูญครอบครัวโดยตรง แต่ก็ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่เราทำกันอยู่แล้ว
โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มทายาทรุ่นใหม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฝึกฝนและดูแล ซึ่งเบื้องต้นครอบครัวจะพยายามสร้างโอกาสให้ลูกหลานเราได้เจอกัน ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคย ความสามัคคี และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการบริหารธุรกิจให้เติบโต
บทเรียนสำหรับคนรุ่นใหม่
ท้ายสุด “ปริญญ์” ได้ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวว่า ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้องแฟร์ โปร่งใส และทำตามกฎกติกา เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนในครอบครัวมีความสุขและพร้อมสนับสนุนการเติบโตขององค์กร
“คุณพ่อผมเป็นคนแฟร์มาก และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับครอบครัว ถ้าไม่มีความแฟร์ เราคงไม่มาถึงวันนี้”
ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนของอาณาจักร “เซ็นทรัล” ที่ไม่ได้เติบโตด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังตั้งอยู่บนรากฐานของการบริหารจัดการครอบครัวที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวอื่น ๆ ในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น