Skip to content

‘ธนจิรา’ เขย่าตลาดแอ็กทีฟแวร์ ส่งแบรนด์ ‘Live!’ เจาะคนรุ่นใหม่

08 ต.ค. 2568 | 10:38น.
‘ธนจิรา’ เขย่าตลาดแอ็กทีฟแวร์ ส่งแบรนด์ ‘Live!’ เจาะคนรุ่นใหม่

“ธนจิรา กรุ๊ป” ปรับทัพรุกตลาดกลาง หลังประเมินเศรษฐกิจซบเซา-ฉุดกำลังซื้อกลุ่มพรีเมี่ยม ล่าสุด ส่งแบรนด์ “Live!” แอ็กทีฟแวร์ดังจากบราซิล ชูจุดเด่น Value for Money คุณภาพพรีเมี่ยมราคาเข้าถึงง่าย ชิงส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้ากีฬา-สุขภาพ ตั้งเป้า 3 ปีกวาดรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท พร้อมขยายพอร์ตกลุ่มบิ้วตี้แอนด์เวลเนสต่อเนื่อง ต้นปี 2569 เตรียมนำเข้าแบรนด์บิวตี้จากฮอกไกโดเสริมทัพ

นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่เงินในระบบไม่หมุนเวียน จนส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคเริ่มมีการชะลอการใช้จ่ายลงอย่างเห็นได้ชัด บริษัทจึงปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ ขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมตลาดกลาง (Mid-Market) มากขึ้น จากเดิมที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมเป็นหลัก

“ตลาดพรีเมี่ยมเริ่มมีข้อจำกัดในการเติบโต หากเศรษฐกิจไม่เอื้อให้ชนชั้นกลางมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น การหาลูกค้าใหม่ในกลุ่มนี้ก็จะยากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเราจะให้น้ำหนักกับการหาแบรนด์ที่เจาะตลาดกลางมากขึ้น เนื่องจากมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่กว่า และหากเรามีสินค้าที่คนเข้าถึงง่าย การขยายสาขาก็จะทำได้รวดเร็วและครอบคลุมกว่าเดิม”

ส่ง Live! เขย่าตลาด Activewear

ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ดังกล่าว บริษัทจึงได้นำแบรนด์ “Live!” แบรนด์ Activewear จากบราซิล ที่มีจุดจำหน่ายกว่า 300 แห่งในประเทศ เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย และถือเป็นประเทศแรกนอกทวีปอเมริกาที่ดุสิตเซ็นทรัล พาร์ค เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ด้วยพื้นที่ร้านขนาด 157 ตร.ม.

โดยภายในร้านรวบรวมสินค้า Activewear, Beachwear, Smart Casual และ Lifestyle Gear กว่า 800 ไอเท็ม ในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาท ไปจนถึง 2,500 บาท เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่ อายุตั้งแต่ 25-40 ปี ที่หันมาให้ความสำคัญกับแฟชั่น ฟังก์ชั่น และ Well-Being Lifestyle มากยิ่งขึ้น

3 ปียอดขายทะลุ 100 ล้าน

ในส่วนของแผนการทำการตลาด หลัก ๆ จะเน้นสร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่านการสร้างคอมมิวนิตี้ของผู้ใช้จริงเป็นหลัก โดยก่อนการเปิดตัวแบรนด์ ได้ส่งสินค้าให้กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และ KOL ได้ทดลองใช้ เพื่อสร้างเสียงตอบรับจากผู้มีประสบการณ์ตรง แทนการใช้ดาราดังหรือเซเลบริตี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีในการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ร่วมมือกับฟิตเนส สปอร์ตคลับ หรือการจัดกิจกรรมวิ่ง ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นเป็นรูปธรรมในปี 2569 ด้านแผนการขยายสาขา บริษัทตั้งเป้าเปิดให้ครบ 8 สาขาภายใน 5 ปี โดยในปี 2569 มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ใช้งบประมาณการลงทุนสาขาละประมาณ 6 ล้านบาท

“แม้ว่าในตลาด Activewear จะมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งหลายราย แต่ด้วยจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าคู่แข่งประมาณ 10-15% ประกอบกับเนื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับคนไทย ก็เชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์กลุ่มคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยภายใน 3 ปีแรกหลังจากเปิดตัว คาดว่าจะมีรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน”

กลุ่ม “แฟชั่น” ฟอร์มร้อนแรง

นายธนพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจของธนจิรา กรุ๊ป ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มไลฟ์สไตล์, กลุ่มแฟชั่น, กลุ่มบิวตี้ แอนด์ เวลเนส และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม พบว่ากลุ่มที่โดดเด่นและเป็นดาวรุ่ง คือกลุ่มแฟชั่นที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระดับตัวเลขสองหลัก

โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2568 บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาแบรนด์ Marimekko เพิ่มอีก 1 สาขา ที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จากปัจจุบันมีอยู่ 14 สาขา ขณะที่แบรนด์ GANNI แบรนด์แฟชั่นจากเดนมาร์กที่เน้นความเป็น “Progressive Fashion” มีแผนเปิดเพิ่ม 1 สาขา ที่เอ็มควอเทียร์ในต้นปี 2569 จากปัจจุบันมีอยู่ 3 สาขา

ส่วนแบรนด์ United Arrows แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากญี่ปุ่นในรูปแบบมัลติแบรนด์สโตร์ ซึ่ง 65-70% เป็นสินค้าผู้ชาย ยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง ในช่วงต้นปี 2569 ก็มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาที่เซ็นทรัล ชิดลม จากปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา และแบรนด์ MM6 Maison Margiela เบื้องต้นยังคงต้องทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น โดยมีแผนขยายสาขาต่อไปที่ไอคอนสยามในช่วงปลายปี 2568

สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ยังคงรักษามาตรฐานและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะกลุ่มไลฟ์สไตล์ ที่มีแบรนด์เรือธงอย่าง Pandora ที่ยังคงแข็งแกร่ง สร้างรายได้กว่า 50% ของบริษัท โดยมีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และ Gen Z ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 53 สาขา ส่วน Cath Kidston ได้มีการปรับโครงสร้างในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันมีสาขาเหลืออยู่ประมาณ 30 แห่ง

ขณะที่กลุ่มบิวตี้ แอนด์ เวลเนส ที่มีแบรนด์ HARNN เป็นหัวหอก ยังคงเติบโตได้ดีทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนที่มีจุดจำหน่ายเกือบ 400 แห่ง ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี (ก.ค. 67-ก.ค. 68) ขณะที่ในประเทศไทยมีจุดจำหน่ายทั้งหมด 19 แห่ง และยังคงได้รับความนิยมจากฐานลูกค้าคนไทยที่เพิ่มขึ้น

และกลุ่ม F&B ที่ประกอบไปด้วยแบรนด์ของเชฟดัง Gordon Ramsay อาทิ BREAD STREET KITCHEN & BAR และ Street Pizza ยังคงเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง โดยจะเปิด Street Pizza เพิ่มอีก 1 สาขา ในปี 2569 รวมถึงยังเตรียมเปิดตัว Street Burger ที่สยามพารากอนในช่วงปลายปี 2568 นี้อีกด้วย

ส่ง “บิวตี้ญี่ปุ่น” ลุยตลาด

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำเข้าแบรนด์บิวตี้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่ฮอกไกโด เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปีหน้า โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ในรูปแบบ Shop-in-Shop ในห้างสรรพสินค้าก่อน ซึ่งแบรนด์นี้ก็จะอยู่ในกลุ่ม Value for Money เช่นเดียวกับแบรนด์ Live! เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์การเจาะตลาดกลางของบริษัท

“การปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการปั้นแบรนด์ใหม่ให้เป็นที่รู้จัก ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการแบรนด์เดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนจิรา กรุ๊ป สินค้ากีฬา