Skip to content

Malee กางแผน 3 ปี รุกหนักต่างประเทศ ดันพอร์ตแบรนด์พลิกแซง OEM

30 ต.ค. 2568 | 14:28น.
Malee กางแผน 3 ปี รุกหนักต่างประเทศ ดันพอร์ตแบรนด์พลิกแซง OEM

“มาลี กรุ๊ป” เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ มุ่ง “Global Wellbeing Company” ในปี 2571 พร้อมเดินหน้าโรดแมป 3 ปี ดันพอร์ตแบรนด์มีสัดส่วนแตะ 55% ชู “Malee COCO” ครองเบอร์ 1 น้ำมะพร้าว-เร่งขยาย 4 ตลาดใหม่ต่างประเทศ มั่นใจอัตรากำไรโตต่อ แม้รายได้ปี’68 อาจสะดุดจากวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในปี 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท เติบโตราว 2% โดยแบ่งเป็นกลุ่มพรีเมี่ยมมูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่ง “มาลี” ถือเป็นผู้นำตลาดในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยม ด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 30%

นอกจากนี้ ในตลาดน้ำมะพร้าวซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตสูงที่สุด โดยในปี 2568 มีอัตราการเติบโตในระดับดับเบิลดิจิต “มาลี โคโค่” ก็สามารถขึ้นมาครองตำแหน่งเบอร์ 1 ได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

กางโรดแมป 3 ปีโต 10-15%

นายเอกรินทร์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ “Beyond Fruit to Global Wellbeing” เพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญสู่ “Global Wellbeing Company” หรือบริษัทที่ส่งมอบสุขภาวะระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบในปี 2571 ภายใต้วัฒนธรรมองค์กร “One Malee” เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจในการส่งมอบสุขภาวะที่ดีทั้งสุขภาพและความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก

ซึ่งหัวใจสำคัญในการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ คือ การวาง Roadmap 3 ปี (2569-2571) โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10-15% และมีแผนผลักดันสัดส่วน “ธุรกิจตราสินค้า” ของบริษัทให้เติบโตจาก 35% ขึ้นไปอยู่ที่ 55%

ขณะที่สัดส่วน “ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิต” (CMG) จะปรับลดลงจาก 65% เหลือ 45% ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ปรับภาพลักษณ์-เจาะคนรุ่นใหม่

นายเอกรินทร์กล่าวต่อว่า กลยุทธ์ในการบรรลุเป้าหมาย หลัก ๆ จะใช้เทรนด์สุขภาพ เป็นตัวนำในการขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตมากขึ้น ซึ่งในส่วนของธุรกิจตราสินค้า บริษัทจะยกระดับแบรนด์ “Malee” สู่การเป็น “Wellness Lifestyle Brand” ระดับภูมิภาค

โดยจะปรับภาพลักษณ์แบรนด์ Malee และ Malee COCO ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย ซึ่งล่าสุดได้มีการใช้ “จางหลิงเฮ่อ” นักแสดงจีนดาวรุ่ง เป็นพรีเซ็นเตอร์ Malee COCO ซึ่งผลตอบรับดีมาก ทำให้การรับรู้แบรนด์กว้างขวางขึ้นไม่ใช่แค่ในไทย และส่งผลให้แบรนด์เติบโตอย่างมากจนขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำมะพร้าวได้สำเร็จในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง 2-3 รายการต่อปี โดยล่าสุดได้เปิดตัว Malee Power Plants ควบคู่ไปกับการเร่งขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งกลุ่ม Food Service และช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น หลังจากปัจจุบันมีความแข็งแกร่งในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้ออยู่แล้ว

ตั้งเป้าสู่ “Partner of Choice”

ด้านนางสาวเรืองรัตน์ ว่องสุวรรณเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานการตลาด บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิต ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 65% เบื้องต้นจะยกระดับศักยภาพเพื่อรองรับการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่การเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิตในสินค้าที่ครบวงจรและหลากหลายมากขึ้น เช่น นมจากพืช, ผลิตภัณฑ์ที่นำนมวัวเป็นวัตถุดิบหลักไปแปรรูป, ชาและกาแฟ

โดยหลัก ๆ จะยังคงมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรระดับโลกที่มีอยู่ และสร้างความมั่นคงเพื่อก้าวสู่การเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าเลือกเป็นอันดับแรก

ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีฐานการผลิตอยู่ทั้งหมด 3 โรงงาน และ 1 ฟาร์มโคนม ที่ผลิตนมส่งให้โรงงานในไทย โดยทั้ง 3 โรงงานมีกำลังการผลิตรวม 749 ล้านลิตรต่อปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตไปเพียง 60% ทำให้ยังมีพื้นที่เหลืออีก 40% เพื่อรองรับการเติบโตทั้งของแบรนด์ตัวเองและธุรกิจรับจ้างผลิตใน
อนาคต

ปักธง 4 ตลาดใหม่

ส่วนกลยุทธ์การเติบโตในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ 40% บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น โดยจะรุกตลาดใหม่และเจาะตลาดที่มีศักยภาพสูง 4 แห่ง ได้แก่ จีนและเกาหลีใต้ ด้วยผลิตภัณฑ์จากน้ำมะพร้าว

ส่วนตลาดตะวันออกกลางและอินโดนีเซีย จะเน้นน้ำผลไม้พรีเมี่ยม ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งใน 30 กว่าประเทศที่วางจำหน่ายอยู่

“เป้าหมายปี 2569 คือการเข้าไปอยู่ในแคทิกอรี่ใหม่ ๆ บุกเข้าไปในประเทศใหม่ ๆ และการจัดการหลังบ้านเพื่อให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ โดยงบฯการลงทุนจะเน้นไปที่การสร้างออโตเมชั่น เทคโนโลยี และไอที เพื่อให้เรามีต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่งบฯการตลาดในต่างประเทศจะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันให้สัดส่วนต่างประเทศโตมากกว่า 40% ที่เป็นอยู่”

มั่นใจอัตรากำไรยังโต

นายเอกรินทร์กล่าวย้ำว่า แม้ปี 2568 จะเป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก แต่บริษัทยังมั่นใจว่าภาพรวมการเติบโตทั้งปี 2568 โดยเฉพาะในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้น จะยังคงเติบโตอย่างแน่นอน ขณะที่ในแง่รายได้เบื้องต้นประเมินว่าอาจจะติดลบเล็กน้อย จากเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเติบโตในระดับดับเบิลดิจิต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Malee น้ำผลไม้ มาลี กรุ๊ป