ธุรกิจร้านสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นอีกวงการธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันดุเดือดจากผู้เล่นมากหน้าหลายตา ทั้งแบรนด์ไทย, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, จีน, ยุโรป ฯลฯ ที่ตบเท้าเข้ามาปักธงชิงเม็ดเงินอย่างไม่ขาดสาย โดยไม่หวั่นกับการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจ
โดย โมชิ โมชิ เชนร้านสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย เป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดที่สามารถยืนหยัดรับมือการแข่งขันมานานกว่า 10 ปี จนสามารถขยายสาขาได้ถึง 190 สาขา พร้อมไลน์อัพสินค้ากว่า 200,000 รายการ และระดมออกสินค้าใหม่อีกปีละประมาณ 10,000 รายการ
“อชิระ บุญสงเคราะห์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Prachachat Outlook Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงเส้นทางธุรกิจและยุทธศาสตร์ของโมชิ โมชิ ในการปรับเปลี่ยนตนเอง เพื่อให้สามารถไปต่อได้ท่ามกลางความท้าทาย ทั้งในอดีตที่ผ่านมา และอนาคตหลังจากนี้
“อชิระ” เล่าว่า ธุรกิจร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ในไทยมีการแข่งขันสูงมาตลอด แม้แต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจโมชิ โมชิ ช่วงปี 2559 ซึ่งเทรนด์ค้าปลีกเริ่มเปลี่ยนไปยังร้านสินค้าราคาเดียว-สินค้าไลฟ์สไตล์ ทำให้ตลาดค้าปลีกไทยเต็มไปด้วยร้านสินค้าราคา 20 บาท และร้านสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ต่างชาติหลากหลายแบรนด์ เช่นเดียวกับปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสความเปลี่ยนแปลงของวงการค้าปลีก ทำให้ธุรกิจร้านค้าส่งแบบดั้งเดิมของครอบครัวที่มีฐานในสำเพ็งต้องปรับตัว จึงศึกษาตลาดจนพบช่องว่างระหว่างร้านสินค้า 20 บาท กับร้านสินค้าไลฟ์สไตล์อินเตอร์แบรนด์ อย่างร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่มีสินค้าหลากหลาย ดีไซน์ทันสมัย ในราคาที่ไม่ถูกที่สุด แต่ย่อมเยาจับต้องได้
จึงตัดสินใจเดิมพันเปลี่ยนร้านค้าส่งของครอบครัวที่สำเพ็ง และแพลทินัม มาสร้างต้นแบบของร้านโมชิ โมชิ ซึ่งได้ผลตอบรับดีทั้งจากผู้บริโภคทั่วไป และผู้ประกอบการร้านค้าที่มาซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ
“ในตอนนั้นเราเชื่อมั่นว่า ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เน้นคุณภาพ ในราคาจับต้องได้จะเป็นอนาคตของวงการค้าปลีก จึงมียอดเดิมพันปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจร้านค้าส่ง แม้จะยังสร้างรายได้และกำไรได้อยู่ก็ตาม”
ความท้าทายดันให้นำหน้า 1 สเต็ป
“อชิระ” กล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จนี้เป็นที่มาของแนวคิดการทำธุรกิจที่โมชิ โมชิ ยึดถือมาตลอด อย่างการที่จะผลักดันให้ธุรกิจไปต่อได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพราะในทุก ๆ ธุรกิจที่มีผลกำไรดี จะมีคู่แข่งเข้ามาอยู่เสมอ
แต่เราไม่ควรมองเป็นเรดโอเชี่ยน ต้องหาโอกาสที่แฝงอยู่ในวิกฤตให้เจอ โดยมองการแข่งขันให้เป็นความท้าทาย เพื่อให้เราสามารถพัฒนาล้ำหน้าคู่แข่งไปได้อีก 1 สเต็ป
รวมถึงไม่ควรพึ่งแต่แพสชั่นของตัวเอง ต้องศึกษาตลาดหาความต้องการของผู้บริโภคก่อน เพื่อให้มีโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญจากแนวคิดนี้ คือ การทุ่มทุนขยายสาขาเข้าไปในห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัด แม้ขณะนั้นร้านสาขาสำเพ็ง และแพลทินัม ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯจะได้รับความนิยม แต่บริษัทตัดสินใจหันทิศไปยังต่างจังหวัด ด้วยการเปิดสาขาในห้างเมญ่า ซึ่งเสนอพื้นที่ใหญ่ถึง 400 ตารางเมตร
แม้ขณะนั้นจะยังไม่มั่นใจนัก แต่ตัดสินใจลงทุนขยายสาขาที่ห้างเมญ่า ก็ประสบความสำเร็จสูง หลังได้แรงหนุนจากกระแสท่องเที่ยวย่านนิมมาน และโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่างจังหวัด จนเกิดกระแสบนโซเชียลมีเดีย ช่วยให้แบรนด์โมชิ โมชิ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ความสำเร็จที่เมญ่านี้ ทำให้เริ่มขยายสาขาไปยังทำเลอื่นทั้งในกรุงเทพฯ และ ตจว. โดยในปี 2560 เปิดเพิ่ม 22 สาขา ทำให้มีสาขารวม 26 สาขา ตามด้วยปี 2561 เปิดเพิ่มอีก 31 สาขา รวมเป็น 57 สาขา จนมีสาขาถึง 190 สาขาในปัจจุบัน
ปรับไลน์อัพ เพิ่มความสดใหม่
เช่นเดียวกับการพัฒนากลยุทธ์ด้านสินค้า ที่เน้นการออกสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและราคาตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักร้อยบาท โดยปัจจุบันบริษัทจะมีสินค้าใหม่ประมาณ 1,000 รายการต่อเดือน ซึ่งอาศัยเก็บข้อมูลตลาด-ผู้บริโภค มาคัดเลือกสับเปลี่ยนสินค้าระหว่างสาขา-พัฒนาสินค้า และตั้งราคาให้คุ้มค่าที่สุดกับคนไทย ตัวอย่าง เช่น ตจว.จะมีสินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่องในราคาที่เข้าถึงง่าย ส่วนในกรุงเทพฯก็จะมีสินค้าที่เป็นกระแส หรือการออกสินค้าใหม่ประมาณ 10,000 รายการต่อปี เป็นต้น
“เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยน ผู้บริโภคจะเริ่มอยากเห็นของใหม่ ๆ เราจึงต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น ต้องออกสินค้าใหม่เร็วขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าใหม่ทุกครั้งที่เข้ามาที่ร้าน ซึ่งช่วยเพิ่มทราฟฟิกและโอกาสขาย”
กลยุทธ์นี้ช่วยให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกพื้นที่และทุกระดับกำลังซื้อ และสามารถสู้กับคู่แข่งได้ สะท้อนจากแม้ช่วงที่ผ่านมาสภาพเศรษฐกิจจะท้าทาย แต่รายได้ของบริษัทยังเติบโต
มุ่งท็อปออฟไมนด์คนไทย
สำหรับทิศทางของโมชิ โมชิ ต่อจากนี้ “อชิระ” เปิดเผยว่า เป้าหมายระยะยาวของโมชิ โมชิ คือการเป็นท็อปออฟไมนด์ของผู้บริโภค และสามารถส่งต่อธุรกิจนี้ให้กับทายาทอีกหลายเจเนอเรชั่น โดยการขยายสาขานั้นจากการศึกษาตลาด เชื่อว่ายังขยายสาขาในไทยได้อย่างน้อย 30 สาขา/ปีแน่นอน