ไทยเบฟ กำไรสุทธิปี’68 หด 11.7% เหตุความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด-ค่าเงินฉุด
ผลประกอบการไทยเบฟ ปีงบ’68 หลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง ในหลายตลาด ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 2.1% และกำไรสุทธิลดลง 11.7%
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev เผยผลประกอบการปี 2568 (ต.ค.67 – ก.ย.68) ระบุว่า กำไรลด 11.7% เหลือ 31,153 ล้านบาท หลังกำไรของทุกธุรกิจยกเว้นเบียร์ต่างลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนสร้างแบรนด์-เปิดตัวสินค้า ขณะที่รายได้ลดลง 2.1% มาอยู่ที่ 333,286 ล้านบาท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในทุกตลาดสำคัญ
การบริโภคสุราในไทยลด ฉุดกำไรหด 7%
ธุรกิจสุรา มีรายได้จากการขาย 118,604 ล้านบาท ลดลง 2,124 ล้านบาท หรือ 1.8% เช่นเดียวกับ ด้านปริมาณจำหน่ายสุรารวม 617.4 ล้านลิตร ลดลง 3.2% และปริมาณขายน้ำโซดา 39 ล้านลิตร ที่ลดลง 2.4%
การลดลงของยอดขายนี้มาจาก การบริโภคในไทยลดลง สวนทางกับตลาดต่างประเทศ รวมถึงเมียนมา ที่ยังแข็งแกร่ง
รายได้จากการขายที่ลดลงนี้ส่งผลต่อเนื่องให้ กำไรขั้นต้นลดลง 695 ล้านบาท หรือ 1.7% มาอยู่ที่ 40,139 ล้านบาท
ส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 27,253 ล้านบาท ลดลง 2,071 ล้านบาท หรือ 7.1% สาเหตุหลักมาจากการลดลงของกำไรขั้นต้น และการการลงทุนในแบรนด์ กิจกรรมทางการตลาด และการขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
การลดลงของ EBITDA ทำให้กำไรสุทธิ ลดลงตามไปด้วยแม้ภาษีเงินได้ที่ลดลงจะมาชดเชยได้บางส่วนโดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 19,880 ล้านบาท ลดลง 1,505 ล้านบาท หรือ 7%
ธุรกิจเบียร์ ต้นทุนวัตถุดิบลดหนุนกำไรโต
ธุรกิจเบียร์ เป็นกลุ่มธุรกิจเดียวของไทยเบฟฯ ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น แม้รายได้จากการขายจะลดลง 3,110 ล้านบาท หรือ 2.5% เหลือ 123,222 ล้านบาทก็ตาม โดยปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 3.1% เป็น 2,374.0 ล้านลิตร
ทั้งนี้เนื่องจากแม้ธุรกิจในไทยจะฟื้นตัว แต่ตลาดเวียดนามยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง
ส่วนปริมาณการขายไม่รวมเบียร์ของ SABECO อยู่ที่ 997.7 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 10.7% ด้านยอดปริมาณการขายรวมของน้ำดื่มและโซดาอยู่ที่ 127.6 ล้านลิตร ลดลง 4%
สำหรับกำไรขั้นต้น 29,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,098 ล้านบาท หรือ 3.8% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักลดลงและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 16,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 837 ล้านบาท หรือ 5.4% ตามการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น ร่วมกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า แม้จะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนบ้างแต่ผลกระทบไม่มากนัก
ส่งผลให้ธุรกิจเบียร์มีกำไรสุทธิ 6,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,282 ล้านบาท หรือ 24.6% ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง
ทั้งนี้กำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 4,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,434 ล้านบาท หรือ 52.4% จากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากธุรกิจเบียร์ในไทย
เครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ ภาษีฉุดกำไรหวิว 0.03%
รายได้จากการขายอยู่ที่ 64,774 ล้านบาท ลดลง 1,028 ล้านบาท หรือ 1.6% โดยมีปริมาณการขายคงที่ที่ 3,251.6 ล้านบาท
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23,694 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.03% หรือ 6 ล้านบาท จากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 11,308 ล้านบาท ลดลง 245 ล้านบาท หรือ 2.1% สาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่ลดลง
ขณะที่มีกำไรสุทธิ 5,141 ล้านบาท ลดลง 793 ล้านบาท หรือ 13.4% ตามการลดลงของ EBITDA และต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่สูงขึ้นจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หมดอายุลง
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่มีจำนวน 2,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,268 ล้านบาท หรือ 110.6% สาเหตุหลักมาจากการถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นใน F&N หลังจากการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนหุ้นเสร็จสิ้น
ธุรกิจอาหารพลิกขาดทุน หลังยอดขายลด-ต้นทุนเพิ่ม
ในธุรกิจอาหาร พลิกจากการมีกำไรเมื่อปีงบ’67 เป็นขาดทุน หลังรายได้จากการขายอยู่ที่ 21,899 ล้านบาท ลดลง 389 ล้านบาท หรือ 1.7% กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 8,597 ล้านบาท ลดลง 42 ล้านบาท หรือ 0.5% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง หลังขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ทำให้ดีมานด์ในตลาด และการจับจ่ายรายบุคคลลดลงตามไปด้วย
ส่งผลต่อเนื่องไปยัง กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 1,965 ล้านบาท ลดลง 353 ล้านบาท หรือ 15.2% ตามกำไรขั้นต้นที่ลดลงและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ภาพรวมปีงบ’68 ธุรกิจอาหารขาดทุนสุทธิ 128 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 429 ล้านบาทจากกำไรสุทธิปีก่อน หรือ 142.5% สาเหตุหลักมาจาก EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการขยายร้านอาหาร