ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ทำให้เรื่องสุขภาพถูกยกระดับจากไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล สู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกอย่างเต็มรูปแบบ หลังทั้งไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสารพัดความท้าทายด้านสุขภาพทั้งต้นทุนการรักษาโรคเรื้อรังพุ่งสูง สังคมสูงวัยขยายตัวรวดเร็ว และข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขแบบ “รักษาเมื่อป่วย” ที่เริ่มชัดเจนขึ้น
จากสถานการณ์นี้ BDMS Wellness หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพรายใหญ่ของไทย เผยถึง 8 เมกะเทรนด์สุขภาพเปลี่ยนโลก ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจ หลัง Global Wellness Institute คาดมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกพุ่งแตะ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมเปิดกลยุทธ์รับมือปี 2026 ด้วยการยกระดับ Wellness จากไลฟ์สไตล์ไปเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจโลก” รวมถึงแนะไทยใช้ Wellness Soft Power ขยับฐานะจาก Medical Hub สู่ผู้นำการสร้าง Healthspan ระดับสากล
สุขภาพเชิงป้องกัน หัวใจเศรษฐกิจ
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาลงทุนกับ “การป้องกัน” และ “การยืดช่วงชีวิตที่มีคุณภาพ (Healthspan)” อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับต้นทุนโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น สังคมสูงวัย และข้อจำกัดของระบบการรักษาแบบปลายเหตุ ส่งผลให้สุขภาพกลายเป็น Asset Class ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก
โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute ชี้ว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ก่อนขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี
ตัวเลขนี้สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าประเทศใดที่สามารถออกแบบระบบสุขภาพเชิงป้องกันได้จะได้เปรียบทั้งด้านผลิตภาพแรงงาน การควบคุมงบประมาณสาธารณสุข และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
Real Estate ซูเปอร์เทรนด์
นายแพทย์ตนุพลกล่าวต่อว่า จากทิศทางดังกล่าวทำให้ในปี 2026 Wellness จะไม่ถูกมองเป็นกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็น “โครงสร้างชีวิต” ที่ผู้คนทั่วโลกลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย การทำงาน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล
โดยหนึ่งในซูเปอร์เทรนด์ที่โดดเด่น คือ Wellness Real Estate ซึ่ง GWI ประเมินว่า ในช่วงปี 2024-2029 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.2% ต่อปี สูงที่สุดในทุกเซ็กเตอร์ของอุตสาหกรรมเวลเนส สะท้อนการเปลี่ยนคำนิยามของ “บ้าน อาคาร และออฟฟิศ” จากทรัพย์สินเพื่ออยู่อาศัย สู่พื้นที่ที่สร้างคุณค่าทางสุขภาพ ผ่านคุณภาพอากาศ ความเงียบ แสงที่เอื้อต่อการนอน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบที่กระตุ้นการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กระแสการหวนกลับสู่รากวัฒนธรรมสุขภาพของแต่ละประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจแพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรและ Traditional & Complementary Medicine มีมูลค่าคาดการณ์ 756.6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปี ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนจีน อายุรเวท แพทย์แผนไทย ญี่ปุ่น หรือเกาหลี สะท้อนความต้องการทางเลือกสุขภาพที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
Mental Wellness คีย์ซักเซสธุรกิจ
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งแกนสำคัญ คือ Mental Wellness และ Sleep Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความสำเร็จทั้งในระดับบุคคลและองค์กร อุตสาหกรรมนี้คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี ในช่วงปี 2024-2029 จากระดับความเครียดของคนรุ่นใหม่ที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นในปี 2026 การดูแลสุขภาพใจจะเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนามธรรม สู่การลงทุนที่ตั้งเป้าและวัดผลได้จริง ทั้งด้าน Stress Resilience, Mental Fitness และคุณภาพการนอน
ขณะที่ Sleep Economy จะลึกไปถึงการออกแบบระบบชีวิตครบวงจร ตั้งแต่แสง เสียง อุณหภูมิ ไปจนถึงสภาวะจิตใจก่อนนอน เพราะการนอนดีถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับสมดุลฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และ Healthspan
อัพเกรดชีวิต-ยืดอายุ
ส่วนในมิติการเดินทาง Wellness Tourism ปี 2026 จะไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการ “อัพเกรดตัวเอง” ตลาดนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 1.08 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2026 เติบโตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี และมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงถึง 17.6% ของการท่องเที่ยวทั้งหมด โดยเน้น Preventive Diagnostics โปรแกรมยืดอายุแบบ Evidence-based และ Scientific Wellness ที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถกลับไปใช้ชีวิตใหม่ได้จริง
ขณะเดียวกัน โลกกำลังขยับจากการรักษาโรคไปสู่ Public Health, Prevention และ Personalized Medicine ซึ่งถูกมองเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทน (ROI) สูงที่สุด การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การออกแบบโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกายแบบ Precision จะช่วยลดโอกาสการเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ต้น สอดคล้องกับข้อมูล GWI ที่ชี้ว่า แม้การเติบโตของ Public Health & Prevention จะชะลอลงบ้าง แต่ Personalized Medicine กลับเร่งตัว สะท้อนการลงทุนเชิงลึกเพื่อ “รู้ก่อน ป้องกันก่อน”
ด้านอาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2026 โดยผู้บริโภคหันกลับสู่ Real Food แต่ฉลาดขึ้น จากความเข้าใจบทบาทของ Microbiome ต่อภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และการอักเสบ ทำให้อาหารกลายเป็น “ซอฟต์แวร์ของร่างกาย” พร้อมความสำคัญของความโปร่งใสด้านโภชนาการ และการอ่านฉลากอย่างรู้เท่าทัน
Wellness ที่วัดผลได้
ในระดับองค์กร Workplace Wellness กำลังก้าวสู่เวอร์ชั่น 2.0 จากกิจกรรม HR ไปสู่ระบบบริหารความเสี่ยงสุขภาพขององค์กร ด้วยการใช้ดิจิทัลและ AI เพื่อติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านความเครียด การนอน และพฤติกรรมสุขภาพ แม้อัตราการเติบโตไม่สูงมาก แต่ความจำเป็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางโลกการทำงานที่ตึงเครียดและแนวโน้มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์
ขณะที่ AI for Wellness จะเข้ามาเปลี่ยน Wellness จาก “ความรู้สึก” เป็น “ผลลัพธ์ที่วัดได้” ผ่านข้อมูลจากห้องแล็บ อุปกรณ์สวมใส่ และพฤติกรรมชีวิต เพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การทำ Wellness Life Blueprint ไปจนถึงการวัดอายุชีวภาพและความยาวเทโลเมียร์
ต้องขยับจากภาพลักษณ์สู่ระบบ
สำหรับประเทศไทย นายแพทย์ตนุพลมองว่า ไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก มีวัฒนธรรม อาหาร การบริการ และฐาน Medical Hub ของเอเชีย แต่หัวใจสำคัญคือการขยับจาก Wellness เชิงภาพลักษณ์ ไปสู่ Wellness ที่สร้างผลลัพธ์และทำงานเป็นระบบ
โดยเฉพาะใน 4 แกนหลัก ได้แก่ Wellness Tourism เชิงป้องกัน และ Evidence-based, Wellness Real Estate และเมืองสุขภาพ, Mental Wellness & Sleep และการยกระดับ Healthspan ของประชาชน หากไทยสามารถเพิ่ม Healthspan จาก 67 ปี เข้าใกล้ 75 ปี จะสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาลในระยะยาวได้
ท้ายที่สุด ปี 2026 สุขภาพจะไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่คือพลังเศรษฐกิจใหม่ของครอบครัว ธุรกิจ และประเทศ และประเทศที่วัดผลได้ ทำต่อเนื่องได้ และลงทุนกับสุขภาพอย่างเป็นระบบ จะเป็นผู้ได้เปรียบในเวทีโลกอย่างแท้จริง