“พิตังกิ” ศูนย์การแพทย์และความงามสัญชาติเกาหลีบุกไทย จับมือโรงพยาบาลดังปิดดีลวิน-วิน แลกเปลี่ยนผู้ใช้บริการเสริมแกร่งธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ความงามถึงเวลเนส พร้อมขยายฐานลูกค้าไทย-เทศ
นางจริยาวรรณ ธนกิจบวรพันธุ์ ญูว์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์การแพทย์และความงาม พิตังกิ (Pitangui Medical & Beauty Center) กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยจะค่อนข้างชะลอตัว และการใช้จ่ายต่อคนมีแนวโน้มลดลง แต่ธุรกิจการแพทย์และความสวยงามยังเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์
เชื่อว่าเป็นผลจากความพร้อมของโรงพยาบาลในไทยที่ไม่เพียงมีศักยภาพด้านรักษาโรค แต่รวมไปถึงการดูแลก่อนรักษา และการพักฟื้นหลังการรักษา ซึ่งสามารถดึงดูดทั้งผู้ใช้บริการชาวไทยและต่างชาติเข้ามาได้ เช่นเดียวกับพฤติกรรมของชาวไทยที่ต้องการบริการด้านความสวยความงามทั้งจากผู้ให้บริการในไทยและในเกาหลีใต้
สอดคล้องกับรายงานของผู้สื่อข่าวที่ระบุว่า Global Wellness Institute คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของธุรกิจความงามและการดูแลส่วนบุคคลตั้งแต่ปี 2567-2572 ไว้ที่ 4.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของ GDP โลก ซึ่งอยู่ที่ 4.5% ส่วนเศรษฐกิจเวลเนสโดยรวมจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.6% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงศักยภาพของทั้ง 2 ธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ พิตังกิ ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์และความงามรายแรก ๆ ที่ดำเนินธุรกิจบนถนนกังนัมของเกาหลีใต้มานานกว่า 38 ปี ด้วยจุดเด่นด้านบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ใบหน้า ดวงตา ทันตกรรม หน้าอกท้อง และยกกระชับสะโพก ต้นขาจนถึงขาส่วนล่าง จึงตัดสินใจขยายฐานเข้ามาในไทย ผ่านการร่วมทุนกับโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวลเนสเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแบบวิน-วิน
ในดีลนี้จะมีความร่วมมือหลายด้านอย่างการส่งต่อผู้ป่วยซึ่งจะช่วยขยายบริการของทั้ง 2 ฝ่ายให้ครบวงจรยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับจำนวนผู้ใช้บริการได้มากขึ้น โดยพิตังกิจะส่งผู้รับบริการมาพักฟื้น หรือฟื้นฟูร่างกายหลังทำศัลยกรรมที่โรงพยาบาลพันธมิตรในประเทศไทย เนื่องจากตามข้อมูลอินไซต์ของผู้ใช้บริการนั้น การพักฟื้นหลังทำศัลยกรรมนับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการกังวลมากที่สุด
ส่วนโรงพยาบาลพันธมิตรสามารถส่งผู้ป่วยมารับการทำศัลยกรรมที่พิตังกิได้ช่วยให้สามารถรับผู้ใช้บริการด้านศัลยกรรมความงามได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม รวมถึงสามารถต่อยอดผู้ที่มาพักฟื้นให้เป็นผู้ใช้บริการด้านสุขภาพ หรือไปสู่การท่องเที่ยวได้ด้วยเช่นกัน
“ที่ผ่านมาฐานผู้ใช้บริการหลักของเราเป็นชาวต่างชาติถึง 80% แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวบราซิล ญี่ปุ่น มาเลเซีย ส่วนไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก จึงมีความพร้อมรองรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวไทยให้มาใช้บริการ”