‘สกุชชี่’ ดันเม็ดเงินไหลสู่ตลาดนัด ผู้ค้ารายย่อยรับอานิสงส์
กระแส “สกุชชี่” ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นของเล่น แต่กำลังสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยและย่านการค้าดั้งเดิม ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับความท้าทายด้านมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องจับตา
ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคยังชะลอตัว กระแสความนิยม “สกุชชี่ (Squishy)” ในปี 2569 กลับเป็นแรงส่งต่อการใช้จ่ายระดับชุมชน ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในเศรษฐกิจฐานราก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้ขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาสินค้าราคาเข้าถึงง่าย ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถนำสินค้ามาจำหน่ายและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงตลาดสินค้าอื่นยังชะลอตัว
นอกจากนี้ สกุชชี่ยังสะท้อนรูปแบบการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานในระดับชุมชน จากต้นทุนการจัดการที่ไม่สูง และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านค้ารายย่อยในหลายพื้นที่ได้ง่ายขึ้น
เม็ดเงินกระจุกตลาดนัด-สำเพ็ง
จากข้อมูลวิเคราะห์บทสนทนาบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ของ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ระบุว่า เม็ดเงินตลาดสกุชชี่ส่วนใหญ่กระจายสู่ผู้ค้ารายย่อยและย่านการค้าแบบดั้งเดิม มากกว่าช่องทางโมเดิร์นเทรด
โดยตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุด 32.6% รองลงมาคือตลาดค้าส่งและย่านการค้า เช่น สำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราช 28.3% ขณะที่ช่องทางออนไลน์อยู่ที่ 27.3% ส่วนห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้ามีเพียง 11.8%
พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Little Treat Culture” ที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายสินค้าราคาสูง แต่พร้อมจ่ายเงินหลักสิบถึงหลักร้อยเพื่อซื้อสินค้าที่สร้างความพึงพอใจในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ความทรงจำวัยเด็ก ดันกำลังซื้อ
การกลับมาของสกุชชี่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย พฤติกรรมผู้บริโภค และจิตวิทยาการใช้จ่าย
ปัจจัยสำคัญคืออัลกอริทึม TikTok ที่ผลักดันคอนเทนต์ Sensory Content และคลิป ASMR การบีบสกุชชี่จนได้รับความนิยมและช่วยขยายการรับรู้สินค้าในวงกว้าง
อีกแรงหนุนคือ Nostalgia Marketing โดยผู้ซื้อหลักเป็นกลุ่ม First Jobber อายุ 23 ปีขึ้นไป ใน Gen Y และ Gen Z ที่เคยรู้จักสกุชชี่ตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนกลับมาซื้อเมื่อมีกำลังซื้อ ขณะที่ปรากฏการณ์ Echo Chamber และ FOMO จากการได้รับคอนเทนต์ซ้ำ ๆ ยังช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อและขยายกระแสบนโลกออนไลน์ต่อเนื่อง
รับกระแส Healing Economy
ทั้งนี้สกุชชี่ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่สะท้อนการเติบโตของตลาด Healing Economy โดยผู้บริโภคมองว่าเป็นสินค้าช่วยผ่อนคลายและลดความเครียด
ผลวิเคราะห์ Social Listening พบว่า ผู้บริโภคกล่าวถึงความเพลิดเพลินจากการสัมผัสมากที่สุด 50.9% รองลงมาคือการออกแบบโดยรูปลักษณ์ที่เลียนแบบอาหารหรือขนม 23.5% และ 16.8% ระบุว่าการบีบสกุชชี่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสมาธิในการเรียนหรือทำงาน
ตลาดนักสะสม-โอกาสธุรกิจใหม่
ทั้งนี้กระแสสกุชชี่ คือการขยายตัวของตลาดออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ตลาดแมส ที่เน้นสินค้าราคาจับต้องได้ และตลาดนักสะสม ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงจากความต้องการสินค้าเฉพาะรุ่น
ในตลาดต่างประเทศ แบรนด์อย่าง NeeDoh โดยเฉพาะรุ่น Nice Cube (ทรงลูกบาศก์) อยู่ในภาวะสินค้าขาดตลาดและกลายเป็นสินค้าหายาก ขณะที่แบรนด์สำหรับนักสะสม เช่น iBloom, Puni Maru และ Cafe de N ซึ่งบางรุ่นยุติการผลิตแล้ว มีการซื้อขายเปลี่ยนมือในกลุ่มนักสะสมตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อชิ้น เนื่องจากมีจำนวนจำกัดและมีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้สะสม
ข้อมูลยังสะท้อนว่า ตลาดของเล่นโลกมีมูลค่ารวมมากกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมสินค้ากลุ่มนี้ใช้พลาสติกและพอลิเมอร์สังเคราะห์ในปริมาณสูง โดยทุก ๆ รายได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้วัตถุดิบดังกล่าวประมาณ 40 ตัน
แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ ทั้งบริการรับพรีออเดอร์ บริการรับหิ้วจากต่างประเทศ และการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มเผชิญความเสี่ยงจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสร้างภาพสินค้าและรีวิวปลอม เพื่อหลอกจำหน่ายสินค้าหายาก ทำให้ผู้บริโภคและนักสะสมต้องเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขาย
จับตาความปลอดภัยมาตรฐาน มอก.
การเติบโตของตลาดสกุชชี่มาพร้อมความกังวลด้านความปลอดภัย โดยผลสำรวจพบว่า 60.7% กล่าวถึงการตรวจสอบและกวาดล้างสินค้าอันตราย หลังพบสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก.วางจำหน่าย พร้อมเรียกร้องให้ สคบ.และ สมอ.เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล
ขณะที่ 37% กังวลผลกระทบต่อสุขภาพจากสารเคมีและสารระเหย รวมถึงพฤติกรรมเลียนแบบอย่าง Microwave Challenge ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกสินค้าที่ได้มาตรฐาน มอก.มากขึ้น และกดดันผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ค้าต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
จับตาต้นทุนสิ่งแวดล้อม
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสกุชชี่จัดเป็น “Fast Toy” ที่มีอายุใช้งานสั้น และผลิตจากโพลียูรีเทน (PU) ซึ่งย่อยสลายนานกว่า 500 ปีและยังรีไซเคิลไม่ได้ ทำให้ขยะส่วนใหญ่ลงเอยด้วยการฝังกลบหรือแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก
แม้ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์เพียง 2.3% แต่สะท้อนต้นทุนระยะยาว และอาจเป็นแรงผลักดันต่อแนวคิด Circular Economy รวมถึงการผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ (EPR) มากขึ้นในอนาคต
จากกระแส Healing Economy และความต้องการสินค้าราคาจับต้องได้ ส่งผลให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ค้ารายย่อยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัย และการใส่ใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการที่ยกระดับคุณภาพสินค้าและการจัดการซากผลิตภัณฑ์ได้ มีแนวโน้มสร้างความได้เปรียบและต่อยอดการเติบโตในระยะยาว