พีน่า เฮาส์…ฝ่า ศก. ปั้นแคแร็กเตอร์เติมพอร์ต
ปรับตัวมาเป็นระยะสำหรับกลุ่มพีน่า เฮาส์ ด้วยการแตกธุรกิจใหม่ ๆ จากผู้ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่สู่ผู้บริหารสวนน้ำซานโตรินี โรงแรม ขณะที่ล่าสุดก็ขออิงกระแสลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์ที่กำลังมาแรงด้วยการคว้าสิทธิบริหารร้าน “DC Super Heroes Store” เข้ามาดูแลตั้งแต่ปลายปีก่อน และเริ่มรุกตลาดมากขึ้น หวังปั้นเป็นธุรกิจดาวรุ่งกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาสร้างรายได้ให้แก่บริษัทในอนาคต
“นัสวีร์ ตันติจิรสกุล” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีน่า เฮาส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายเครื่องแต่งกายหลายประเภท และผู้ได้รับลิขสิทธิ์ร้าน DC Super Heroes Store กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญกับมรสุมหลายครั้ง ทั้งการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ทำให้บริษัทต้องปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ
เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจมาเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันธุรกิจในเครือประกอบด้วย 12 บริษัท แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ การบริหารลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์ ร้านค้า DC Super Heroes Store ตามด้วยธุรกิจนำเข้าภายใต้แบรนด์ทิมเบอร์แลนด์ (Timberland) กลุ่มเฮาส์แบรนด์ เช่น พีน่า เทนแอนด์โค เป็นต้น และธุรกิจอื่น ๆ เช่น พรีเมี่ยมเอาต์เลต โรงแรม สวนน้ำซานโตรินี ร้านอาหาร เป็นต้น
สำหรับการบริหารลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์นั้น “นัสวีร์” บอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ผลิตสินค้า (products licensing) ภายใต้ลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์ของดีซีคอมิกส์ (DC Comics) อยู่แล้ว แต่ปลายปีก่อนได้เจรจานำร้านค้า DC Super Heroes Store เข้ามาเปิดสาขาแรกที่เทอร์มินอล 21 พัทยา ชลบุรี หลังจากนั้น ก็ไล่เปิดสาขามาเรื่อย ๆ และปลายปีนี้เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ภูเก็ต ทำให้สิ้นปีนี้จะมีทั้งสิ้น 4 สาขากระจายอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ขณะที่อีก 3 ปีจากนี้จะเปิดให้ครบ 10 สาขา เน้นเจาะตลาดเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก
“รูปแบบร้าน DC Super Heroes Store ในไทยจะต่างจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เนื่องจากมีการปรับรูปแบบใหม่ ซึ่งโมเดลนี้บริษัทสร้างขึ้นใหม่และนำเสนอให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยปรับร้านให้เป็นแฟชั่นมากขึ้น จำหน่ายสินค้าที่หลากหลายขึ้น เช่น เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ของใช้เพื่อการเดินทาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตุ๊กตา เป็นต้น จากเดิมที่เป็นร้านขายสินค้าที่ระลึก”
ไฮไลต์สำคัญของ DC Super Heroes Store ในไทย คือ เติมสินค้าใหม่ต่อเนื่อง โดยออกสินค้าใหม่เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งบริษัทมีทีมดีไซเนอร์สำหรับการออกแบบสินค้ากลุ่มลิขสิทธิ์นี้เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังได้สิทธิผลิตสินค้า เครื่องแต่งกาย เพื่อจำหน่ายผ่านร้านค้าในเครือพีน่าด้วย ได้แก่ ดอช (DOSH) ดอช คิดส์ พลัส (DOSH Kids+) ดอช แฟคตอรี่สโตร์ (DOSH Factory Store) และฮอลลีวู้ดสโตร์ ซึ่งเป็นร้านมัลติแคแร็กเตอร์ มี 40 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งได้รุกตลาดค้าส่งด้วยการผลิตสินค้ากลุ่มลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์อีกกลุ่มโดยวางราคาต่ำลง เจาะตลาดต่างจังหวัดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้กว้างขึ้น และแก้ปัญหาด้านการละเมิดลิขสิทธิด้วย
“แคแร็กเตอร์ซูเปอร์ฮีโร่ของดีซี ถือว่าได้รับความนิยมในตลาดไทยและโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีภาพยนตร์เข้าฉาย ขณะเดียวกัน ช่วงที่ไม่มีภาพยนตร์เข้าฉาย สินค้ากลุ่มนี้ก็ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะเป็นแคแร็กเตอร์อย่างแบทแมน ซูเปอร์แมน ถือเป็นแคแร็กเตอร์คลาสสิกที่มีฐานแฟนคลับที่แข็งแรง ทำให้เชื่อมั่นว่าธุรกิจกลุ่มนี้จะเติบโตได้ต่อเนื่อง”
ขณะที่ธุรกิจเดิมอย่างการนำเข้าแบรนด์ “ทิมเบอร์แลนด์” ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เนื่องจากปรับระบบการบริหารจัดการใหม่ และเลือกสินค้าที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น คาดว่าปีนี้กลุ่มธุรกิจนี้ก็จะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเช่นกัน เพราะไตรมาส 4 นี้ ถือเป็นหน้าขาย และกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เริ่มกลับเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงมีแผนจะนำเข้าแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชายกึ่งสปอร์ตแวร์ เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม
ถัดมาคือกลุ่มเครื่องแต่งกาย ซึ่งเป็นกลุ่มเฮาส์แบรนด์นั้น “นัสวีร์” บอกว่า ปัจจัยการเติบโตของตลาดนี้อยู่ที่กำลังซื้อภายในประเทศ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดเสื้อผ้าแข่งขันสูงเพราะมีแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ ทำให้ความถี่ต่อการซื้อก็ลดลงและปริมาณการซื้อต่อครั้งก็เหลือ 1 ชิ้นต่อใบเสร็จเท่านั้น จากเดิมอยู่ที่ 3 ชิ้นต่อใบเสร็จ ดังนั้น บริษัทจึงเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ก่อน
เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ เช่น เอาต์เลต โรงแรม สวนน้ำซานโตรินี บริษัทก็ยังมุ่งรักษาการเติบโตไว้ โดยในกลุ่มพรีเมี่ยมเอาต์เลตปัจจุบันมี 9 สาขากระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดเอาต์เลตคึกคักขึ้นมากจากการมีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มเข้ามา ล่าสุดคือ เซ็นทรัล วิลเลจ และเร็ว ๆ นี้ กลุ่มสยามพิวรรธน์ก็จะเปิด “สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต แบงค็อก” ด้วย ดังนั้น บริษัทก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน เตรียมจะร่วมกับพันธมิตรเพื่อปรับรูปแบบเอาต์เลตให้ทันสมัยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการเจรจา และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวพันธมิตรได้เร็ว ๆ นี้
“ที่ผ่านมาการทำเอาต์เลตค่อนข้างยาก เพราะแบรนด์ไม่สนใจจะเข้ามาเปิดช็อปในไทย เนื่องจากแบรนด์ก็มองว่าไทยยังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ตลาดไทยมีความพร้อมมากขึ้น ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี และหลายแบรนด์ก็สนใจจะเข้ามาเปิดช็อปในไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญของบริษัทด้วย”
“นัสวีร์” ย้ำว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีปัญหาเศรษฐกิจมาต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกที่ผ่านมาชะลอการเติบโตลง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคไทยก็ลดลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวก็หายไปจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ยอดขายครึ่งปีแรกที่ผ่านมาก็ชะลอตัวลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังนี้คาดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะฟื้นตัวขึ้น และคาดว่าไตรมาส 4 นี้นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมา ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะรักษาการเติบโตเท่ากับปีก่อน หรือปิดรายได้ที่ 5,000 ล้านบาท
เป้าหมาย “พีน่า เฮาส์” ค่อนข้างชัดเจนกับการเดินหน้าธุรกิจแบบระมัดระวัง เพื่อรักษาการเติบโตให้แก่ธุรกิจเดิม พร้อมต่อยอดสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการแคแร็กเตอร์ลิขสิทธิ์ของเหล่าฮีโร่จากค่ายดีซีให้โตไปพร้อม ๆ กับ “พีน่า เฮาส์”