เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“มิ่งขวัญ” ประธาน ASEANTA แนะบันได 7 ขั้นก้าวข้าม “วิกฤตโควิด-19”

16 เม.ย. 2563 | 10:28น.

ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยมหาศาลในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลายธุรกิจเดินต่อไม่ได้ หลายธุรกิจลดการจ้างงาน หรือเกิดภาวะคนตกงานจำนวนมาก ขณะที่หลายธุรกิจได้ปรับตัวรับมือและร่วมกันหยุดการแพร่ระบาดด้วยการก้าวเข้าสู่โหมดการทำงาน work from home

“มิ่งขวัญ เมธเมาลี” กรรมการผู้จัดการ IMAGE D”ASIE ผู้ให้บริการทัวร์อินบาวนด์ตลาดยุโรปมากกว่า 20 ปี และอุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และในฐานะประธานสมาพันธ์การท่องเที่ยวอาเซียน (ASEANTA : ASEAN Tourism Association) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงวิธีการรับมือวิกฤตโควิด-19 อย่างไรให้อยู่รอด และทำให้ธุรกิจกลับมาเดินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งหลังจากการแพร่ระบาดยุติลง ไว้ดังนี้

อยู่อย่างไรให้รอด ?

“มิ่งขวัญ” บอกว่า “ในช่วงแรกซึ่งเป็นช่วงการประคับประคองให้อยู่รอด (survival) นั้น เราต้องทำตามบันได 7 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ต้องประมาณระยะเวลาของปัญหาในครั้งนี้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นแบบ 3 เดือนและ 6 เดือน ขั้นที่ 2 คือคำนวณกระแสเงินสดว่าหากจ่ายได้ระยะสั้นหรือระยะยาวจะได้จุดคุ้มทุนเท่าไหร่

ขั้นที่ 3 ในกรณีที่กระแสเงินสดเราจะหมดภายในช่วง 3 เดือนแรก เราต้องรีบหยุดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั้งหมด ก่อนเพื่อรักษากระแสเงินสดไว้ จากนั้นจึงใช้มาตรการทั้งจากภาครัฐและสถาบันการเงินที่ออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการให้มากที่สุด ขั้นที่ 4 ติดตามมาตรการที่รัฐจะประกาศเพื่อเตรียมเครื่องอุปโภคและบริโภคหลัก ๆ ให้เพียงพอ

ฟื้นฟู ? ให้กลับมาเหมือนเดิม

จากนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟู (sufficient) โดยขั้นที่ 5 ใช้เวลาที่อยู่ในบ้าน สะสาง ระบบการเงิน และเอกสารสัญญา ที่มีผลผูกพันทั้งในระสั้นและระยะยาว ขั้นที่ 6 ติดตามสถานภาพและรูปแบบการทำงานของลูกค้า และคณะทำงาน ผ่านโซเชียลมีเดีย

และขั้นที่ 7 เตรียมแผนการตลาด และแนวทางที่จะเสนอความช่วยเหลือจากภาครัฐหลังวิกฤต

อยู่ต่ออย่างยั่งยืน

“มิ่งขวัญ” บอกด้วยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การสร้างภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องสำคัญสุด และต้องเปลี่ยนจากตลาดการค้าเป็นการช่วยเหลือ ทุกอย่างคือเรื่องการสร้าง branding ดังนั้น ทุกอย่างส่งผลกระทบต่อเเบรนด์แน่นอน

สำหรับธุรกิจ SMEs เเล้ว ต้องใช้ความเล็กของเราให้เป็นประโยชน์ เพราะมันทำให้ปรับตัวได้ง่ายกว่าองค์กรใหญ่ เห็นผู้บริโภคเป็นอีกคนที่กำลังเดือดร้อนและช่วยเขา เพราะ “การเอาใจใส่ลูกค้า” จะเป็นตัวสร้าง impact ให้กับเเบรนด์ของเรามากที่สุด และทำให้แบรนด์ของเรามีความยั่งยืน (sustainable)

WFH ให้มีประสิทธิภาพ

ประธาน ASEANTA ยังฝากข้อคิดสำหรับทุกองค์กรและทุกคนที่ปรับตัวในช่วง work from home ด้วยว่า องค์กรต้องปรับทัศนคติของพนักงาน และทำความเข้าใจความหมายของ “work from home” ว่า การทำงานที่บ้านนั้นไม่ใช่การพักผ่อน ทุกคนต้องเข้าใจตรงกัน โดยธุรกิจที่มีความเป็น traditional ต้องมีการปรับและลองนำดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อคอนเน็กต์กับลูกค้า เพราะวิธีเก่าไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

สำหรับกลุ่มงานเดิมที่ถูกระงับหรือต้องเลื่อนออกไป ให้ทำการ “โยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อรับหน้าที่สำคัญ” เพราะกลุ่มนี้เป็นคนที่มีความสามารถ อีกทั้งดูว่ามีแผนกไหนที่พวกเขาสามารถเข้าไปช่วยได้บ้าง ซึ่งการทำเช่นนี้จะสามารถตัดปัญหาการมีอคติในองค์กรได้อีกด้วย

แนะหาโอกาสจากโควิด-19

พร้อมย้ำว่า โควิด-19 เปิดโอกาสให้มองเห็นในเรื่องราวการรับรู้ถึงความสามารถและทักษะของคนในองค์กรมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้พนักงานไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯเหมือนเเต่ก่อน

“เราต้องยอมรับความจริงว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว และจะส่งผลกระทบต่อชีวิตเรา ถ้ามันเกิดขึ้นตอนนี้แล้วมันก็อาจจะเกิดอีกในอนาคต เราต้องเลือกว่าจะยอมให้ธุรกิจเราได้รับผลกระทบไปเรื่อย ๆ หรือจะให้มันเป็น wake up call เพื่อให้เราสามารถตั้งรับได้ดีมากกว่านี้”

การกระตุ้นพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในช่วง work from home นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.ให้กำลังใจและขอบคุณคนในทีมอย่างสม่ำเสมอ

2.มีการแบ่งทีมและหน้าที่อย่างเหมาะสม เช่น ทีมที่ทำงานตามปกติ และทีมที่ทำภารกิจในกรณีเร่งด่วน

3.ทุกคนต้องมี mindset และความมุ่งมั่นร่วมไปกับองค์กรที่ชัดเจน

“ต่อยอด-ก้าวทันเทคโนโลยี”

นอกจากนี้ยังต้องมีทักษะที่ดีในการรับมือกับโควิด-19 ด้วย กล่าวคือ มีความรู้ด้านดิจิทัล รู้จักเสพและแยกแยะเนื้อหาบนโลกดิจิทัล มีความสามารถในการสื่อสารบนโลกดิจิทัล สร้างคอนเทนต์บนโลกดิจิทัลให้เป็น และต้องมีความเข้าใจเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวในโลกดิจิทัล หรือ data privacy ด้วย

และในฐานะที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวมานานกว่า 20 ปี “มิ่งขวัญ” ย้ำว่า ควรคำนึงด้วยว่าในช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดกันหมดนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและมองในมุมที่ว่า ในธุรกิจที่เราทำอยู่นั้น เราจะ “ต่อยอด” อย่างไร รวมทั้งปรับ mindset กันใหม่ทั้งหมด โดยต้องมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย เช่น จากเดิมที่เน้นทำการตลาดแบบออฟไลน์ จากนี้โครงสร้างและบริบททางการการตลาดจะเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการก็ควรหันมาให้น้ำหนักกับช่องทางออนไลน์มากขึ้น

รวมถึงการสรรหาโปรแกรมใหม่มานำเสนอในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวแทนคอนเทนต์ตัวอักษร เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อการแพร่ระบาดของโรคจบลง เช่น ยูทูบ, ไลน์ ฯลฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เห็นสถานการณ์ของการท่องเที่ยวไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวได้เห็นภาพจริง เกิดความมั่นใจ และกลับมาท่องเที่ยวเมืองไทยได้เร็วขึ้น

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตื่นตัวและเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการสื่อสารและช่องทางการสื่อสารใหม่ เพื่อช่วยกันพยุงให้การท่องเที่ยวให้กลับมาแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19