คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง
เปล..เวลาออกลาดตระเวน หรือปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แนวหลังใช้ผูก “นอน” หากมีการปะทะจนเกิดความสูญเสีย เปล…ใช้ผูก “นอน” เพื่อนำพา “ร่าง” ของเพื่อน กลับมาหา “ครอบครัว” ภาพบอกเล่าของ “อาทหารพราน” ค่ายปักธงชัย เมื่อหลายสิบปีก่อน
ภาพของเฮลิคอปเตอร์ กำลังค่อย ๆ ลดระดับเพื่อลงจอด เสียงของใบพัด หมุนผ่านอากาศ บีบ “หัวใจ” คนที่เฝ้ารออยู่เบื้องล่าง เมื่อ เฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนลาน ณ ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง หัวใจ และแววตาของผู้รอรับ “ร่างอันไร้วิญญาณ” เฝ้ามองด้วยใจที่จดจ่อ
ล่าสุด ก.ค. 68 “เสียงแตรนอน” เป่าลากยาว…สะเทือนใจกว่าทุกครั้ง เพราะนั่นหมายถึง เวลานาน นอนแบบไม่มีวันกลับ
กองขบวนเกียรติยศตั้งเเถวรอรับ ด้วยเกียรติอันสูงสุด เพื่อสดุดี “ร่างอันไร้วิญญาณ” คลุมด้วย “ธงชาติไทย” ให้ทหารหาญ แห่งกองทัพไทย หลากความรู้สึก ระคนปะปนกัน ทั้งความภาคภูมิใจ ความตื้นตัน และการสูญเสีย เป็นสิ่งที่แนวหลัง (ครอบครัว) ไม่อยากเจอ
ภาพข้างต้นถูกฉายซ้ำอีกครั้ง…แม้จะไม่ใช่ความสูญเสียของครอบครัว แต่ในนามของลูกหลาน ครอบครัวทหารนั้นคือ ครอบครัวเดียวกัน
และในนามของประชาชนคนไทยนั้นคือ ความสูญเสีย ทรัพยากรบุคคล วีระบุรุษ ผู้เสียสละ เพื่อปกป้อง “อธิปไตย” ของแผ่นดินไทย ฉนวนความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ถูกสะสมมาอย่างต่อเนื่อง
ใครจะคิดว่ามาปะทุอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเปิดฉากหันปากกระบอกปืนพุ่งเป้าเข้าหาประชาชน พลเรือน ผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะบาง เด็ก ๆ ในโรงเรียน คนเจ็บที่โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน โดยจงใจพุ่งเป้าโจมตี หวังผลสร้างความสูญเสีย
ไม่ใช่หลัก “สากลโลก” เพียงแค่ใน “มโนสำนึก” การปกป้องอธิปไตย การใช้กำลัง-อาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน การเลือกใช้พลเรือน ผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นการกระทำที่ “ไร้ศักดิ์ศรี-ไร้มนุษยธรรม” บนความรับผิดชอบโดยตรงที่ผู้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติการ จนถึงจอมทัพ
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุป อัพเดตผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต จากเหตุปะทะระหว่างวันที่ 24-27 ก.ค. 68 รวมทั้งสิ้น 51 ราย พบว่า มีพลเรือนไทยเสียชีวิต 14 ราย, บาดเจ็บสาหัส 12 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 12 ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย
ขณะที่ทหารรวมทั้งสิ้น 111 นาย เสียชีวิต 8 นาย และได้รับบาดเจ็บ 103 นาย วันเจรจาหยุดยิง 28 ก.ค. 68 ไทยสูญเสียทหารอีก 1 นาย จากการปะทะในพื้นที่ปราสาทตาเมือน ขณะที่ฝั่งกัมพูชาไม่มีรายงานความสูญเสียอย่างชัดเจน
เหตุครั้งนี้ไม่ว่า “ชาติ” ใดในโลกก็ต่าง “มีความชอบธรรม ในการปกป้องอธิปไตย” “สงครามการปะทะ” ล้วนก่อให้เกิดความสูญเสีย “กัมพูชา” ควรเรียนรู้ถอดบทเรียนอันเจ็บปวดจากในยุคเขมรแดง ยกเว้้นแต่ยังไม่หลาบจำ
หากยุติความสูญเสียให้ได้ในเร็ววันเป็น “เรื่องดี” ของทั้ง 2 ประเทศ ถึงตรงนี้ ต้องไม่ลืมว่า หน้าที่ปกป้องอธิปไตยเป็นของแนวหน้า “ทหาร” ส่วนหน้าที่บริหาร เป็นของฝ่าย “รัฐ (บาล)” การเปิดโต๊ะเจรจาผู้นำทั้ง 2 ประเทศ เพื่อข้อยุติร่วมกัน ยังต้องพิสูจน์ความ “จริงใจ” ไม่ใช่เจรจาเพื่อหยุดยิง แต่ยัง “ยิงไม่เลิก”
สุดท้ายเมื่อ “ภารกิจ” ถูกเปิดแล้ว…ยุทธวิธีทางทหารก็ต้องปิดให้จบ