คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : กฤษณา ไพฑูรย์
หลายรัฐบาลแถลงนโยบายกันสวยหรูในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ให้พี่น้องเกษตรกร โดยจะใช้ “การตลาดนำการผลิต”
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าเกษตรยังปลูกกันล้นตลาด โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก มูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาท เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด ลำไย กาแฟ ยาง ปาล์ม ฯลฯ
เมื่อราคาสินค้าเกษตรตัวใดดี ตลาดต่างประเทศมีความต้องการมาก โดยเฉพาะตลาดจีน เกษตรกรหวังจะขายได้ราคาดี จะโค่นพืชผลที่ปลูกอยู่เดิมทิ้ง และแห่กันไปปลูกพืชตัวใหม่ทันที เช่น การโค่นยาง กาแฟ เงาะ มังคุด ไปปลูกทุเรียน
รูปธรรมที่ปรากฏชัด ทุเรียนในภาคใต้หลายจังหวัดที่ปลูกไว้เมื่อ 5 ปีก่อน ปีนี้เมื่อผลผลิตเติบโตเก็บเกี่ยวได้ หายนะมาเยือน เพราะผลผลิตที่ปลูกไม่ได้คุณภาพส่งออก มีปัญหาสารเคมีตกค้าง ทำให้ล้นตลาด ยิ่งฝนฟ้าตกดี มีน้ำเพียงพอ ผลผลิตออกมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้ราคาตกต่ำ
ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 มังคุดตะวันออกแผงข้างทางจังหวัดจันทบุรีและตราด มังคุดคัด ราคาดิ่งลงเหลือ 12-15 บาท/กก. จากที่ควรอยู่ที่ 40-50 บาท/กก. มังคุดเทรวม 10-13 บาท/กก. มังคุดดำดอก 4-5 บาท/กก. จากที่ควรอยู่ที่ 15 บาท/กก. ทำให้ชาวสวนมังคุดเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยพยุงราคา
ถัดมาเป็น “ลำไย” เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ฤดูกาลลำไยของภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง ตาก แพร่ และน่าน ราคาดิ่งลงหนักมาก เนื่องจากผลผลิตมาก เกรด AA ประมาณจาก 20-22 บาท ลดลงเหลือ 15-18 ต่อ กก. เกรด A จาก 10 บาท เหลือประมาณ 5-8 บาท เกรด B จาก 5 บาท เหลือประมาณ 3-4 บาท และเกรด C ประมาณ 1 บาท ส่วนราคารูดร่วงไม่แบ่งเกรดประมาณ 3 บาท ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนกันหนักมาก
ขณะที่ “สต๊อกข้าวกำลังล้นประเทศ” เพราะส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7.5 ล้านตัน เมื่อไม่สามารถระบายข้าวออกขายไปต่างประเทศได้ สต๊อกข้าวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น จะเป็นตัวกดดันราคาข้าวเปลือกภายในประเทศ
ประกอบกับชาวนาหันมาปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอ ชาวนาบางส่วนก็เร่งปลูกข้าวนาปรังเพื่อชดเชยข้าวนาปีที่ถูกน้ำท่วมรอบที่แล้ว และมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จนบางพื้นที่มีการปลูกข้าวนาปรังกันถึง 2 รอบ ที่สำคัญจะมีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน 11-12 ไปเก็บเกี่ยวเอาช่วงต้นปีหน้า จะกลายเป็นปลูกข้าวนาปรังควบนาปี ดังนั้น สต๊อกข้าวภายในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป
ถ้ายังไม่สามารถระบายข้าวออกไปต่างประเทศได้มากกว่านี้ ราคาข้าวเปลือกดิ่งลงแน่นอน
เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรในนามสมาคมต่าง ๆ จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินงบประมาณแทรกแซงราคา อุดหนุนให้เอกชนช่วยซื้อเก็บเข้าสต๊อก ฯลฯ วนเป็น “งูกินหาง” ไม่รู้จักจบสิ้น แถมเป็นช่องโหว่ให้นักการเมือง ข้าราชการผนึกฮั้วกับพ่อค้า “คอร์รัปชั่น” จนเกิดบทเรียนคดีความให้เห็นกันมาหลายยุค
ดังนั้นจึงหวังว่า รัฐบาลอนุทินจะมีมือเศรษฐกิจคนนอกมาช่วยบริหารจัดการ วางโครงสร้างสินค้าเกษตรของไทยให้เติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน…ไม่ต้องอุ้มกระเตงกันไปทุกฤดูกาล