คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : สราลี วงษ์เงิน Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
ภาษีคือแหล่งรายได้หลักของรัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการประชาชน
แต่การใช้จ่ายของรัฐยังเผชิญข้อจำกัดที่ส่งผลต่อคุณภาพการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
แหล่งรายได้หลักของรัฐ
ในช่วงปีงบประมาณ 2557-2567 รายได้ของรัฐกว่าร้อยละ 88 มาจากการจัดเก็บภาษี แบ่งเป็น
– ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 27
– ภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 23
– ภาษีสรรพสามิต ร้อยละ 18
– ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ร้อยละ 12
– ส่วนที่เหลือมาจากรายได้มิใช่ภาษี เช่น กำไรของรัฐวิสาหกิจ และค่าธรรมเนียมจากหน่วยงานรัฐ
กล่าวได้ว่า “เงินภาษีของประชาชน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการดำเนินงานของรัฐเกือบทั้งหมด
ลักษณะการใช้จ่าย
รายจ่ายรวมในปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 3.5 ล้านล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ยปีละร้อยละ 3.7 โดยมีลักษณะเด่นคือ รายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 86 ของทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุน อยู่เพียงร้อยละ 14 ส่งผลให้ศักยภาพในการลงทุนเพื่ออนาคตถูกจำกัด อีกทั้งไทยขาดดุลติดต่อกันเป็นปีที่ 19 ต้องกู้เงินชดเชยจนใกล้เพดานตามกฎหมาย
หากจำแนกตามภารกิจหลัก (ปีงบประมาณ 2557-2567) พบว่า
– การบริหารทั่วไปของรัฐ ร้อยละ 41 (รวมการโอนเงินให้ท้องถิ่นและการชำระหนี้)
– การศึกษา ร้อยละ 14 (ปี 2567 ลดเหลือร้อยละ 12 จากร้อยละ 18 ในปี 2557)
– เศรษฐกิจ ร้อยละ 14 ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเกษตรและคมนาคม
– สังคมสงเคราะห์ ร้อยละ 10 เกือบทั้งหมดเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10
– สาธารณสุข ร้อยละ 7
– การป้องกันประเทศ ร้อยละ 6
– การรักษาความสงบภายใน ร้อยละ 6
– ภารกิจอื่น ๆ เช่น การเคหะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม รวมกันไม่ถึงร้อยละ 5
ปัญหาที่ฉุดรั้งงบประมาณ
ความท้าทายสำคัญของการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยคือ รายจ่ายประจำมีสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลให้ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตถูกจำกัดอย่างมาก
พบว่างบประมาณยังคงเน้นภารกิจดั้งเดิมเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนเพื่ออนาคตได้รับการจัดสรรค่อนข้างจำกัด รวมทั้งสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาที่ลดลงต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
ขณะที่ประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย โดยเฉพาะงบฯลงทุน มีตัวเลขการเบิกจ่ายจริงอยู่เพียงประมาณร้อยละ 70 ของกรอบที่กำหนด ทำให้ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่ควรจะเกิดขึ้นจากโครงการลงทุนไม่สามารถบรรลุได้เต็มที่ อีกทั้งยังสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการโครงการภาครัฐที่ยังขาดความคล่องตัวและความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน
และที่สำคัญปัญหาความโปร่งใสและความซ้ำซ้อนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลเชิงเศรษฐกิจในระดับที่ควรจะเป็น
ประสบการณ์จากประเทศต่าง ๆ
ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันคือ รายได้ภาษีที่จำกัดไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้รัฐต้องพึ่งพาการกู้ยืมและเสี่ยงต่อวิกฤตการคลัง
ในละตินอเมริกา เช่น บราซิล และอาร์เจนตินา รัฐบาลเคยประสบปัญหาขาดดุลเรื้อรังและหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว จนกระทบเสถียรภาพค่าเงินและก่อให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง วิกฤตเหล่านี้สะท้อนว่าหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง วงจรการคลังจะยิ่งเปราะบางและยากต่อการควบคุม
ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศในเอเชียสามารถใช้การปฏิรูปการคลังสร้างเสถียรภาพได้อย่างมีประสิทธิผล เกาหลีใต้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ หลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเข้มงวด ควบคุมการขยายตัวของรายจ่ายประจำ ควบคู่กับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในเทคโนโลยีและทุนมนุษย์ ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ประสบการณ์จากยุโรปยังชี้ให้เห็นความสำคัญของกรอบกฎหมายและกลไกตรวจสอบ เช่น สหภาพยุโรปได้กำหนดเพดานหนี้สาธารณะและขาดดุลเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายการคลังเกินขอบเขต แม้จะมีการถกเถียงถึงความยืดหยุ่นของกติกา แต่ก็ช่วยสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องรักษาวินัยและความโปร่งใส
บทเรียนจากกรณีต่างประเทศเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การปฏิรูปการคลังไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดการงบประมาณในระยะสั้น แต่คือการวางกรอบเพื่อความยั่งยืน หากละเลย ประเทศย่อมเสี่ยงเข้าสู่วิกฤตซ้ำซ้อน ขณะที่การควบคุมรายจ่าย ควบคู่กับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์และกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็ง คือกุญแจที่จะช่วยให้ระบบการคลังสามารถสนับสนุนการเติบโตได้ในระยะยาว
แนวทางปรับปรุงสำหรับไทย
กรณีประเทศไทย การควบคุมการขยายตัวของรายจ่ายประจำถือเป็นประเด็นเร่งด่วน ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาวินัยการคลัง แต่ยังเปิดพื้นที่ให้รัฐสามารถเพิ่มสัดส่วนงบฯลงทุนในด้านที่สร้างการเติบโตระยะยาวได้มากขึ้น การปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณที่เน้นยุทธศาสตร์และผลลัพธ์อย่างแท้จริง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกัน และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจวัดผลได้ชัดเจน
รวมทั้ง การจัดลำดับความสำคัญใหม่ของการลงทุน โดยทุ่มเททรัพยากรไปสู่ภาคส่วนที่กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ โดยการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และการรักษาวินัยการคลังยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญของเสถียรภาพในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และดำเนินนโยบายการคลังที่สร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับการรักษาความมั่นคงทางการเงิน
เงินภาษีของคนไทยคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประเทศ
หากรัฐปรับสมดุลการใช้จ่าย เน้นงบฯพัฒนาที่ตอบโจทย์อนาคต และใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ภาษีทุกบาทที่ประชาชนร่วมกันจ่ายจะไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังกลับคืนมาในรูปของการเติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน