‘เวียดนาม’ เศรษฐกิจโตเร็ว แต่เครดิตเรตติ้งยังต่ำกว่าเกณฑ์ลงทุน
ASIA VIETNAM HO CHI MINH CITY MARKET
คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : อาชวี เอี่ยมสุนทรชัย, ทักษิณ แซ่เตียว Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
แม้เวียดนามจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย และขยายตัวเร็วกว่าประเทศไทยต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตามในแง่มุมของสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Fitch Ratings, S&P Global Ratings และ Moody’s ไทยยังได้อันดับเครดิตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ไม่ได้ตัดสินจาก “ความเร็วในการเติบโต” แต่ประเมินจาก “โครงสร้างความเสี่ยง และความสามารถในการรับแรงกระแทก” ของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ
จากการจัดอันดับล่าสุด ประเทศเวียดนามได้รับการจัดอันดับระดับ BB+ ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ Investment Grade ขณะที่ไทยอยู่ที่ระดับประมาณ BBB/BBB+ ซึ่งสูงกว่า 1-2 ขั้น และถือว่าเป็น Investment Grade อย่างเต็มตัว
เหตุผลเบื้องหลังความแตกต่าง
++ ฐานะการเงินภายนอก : ไทยมี “เกราะกันกระสุน”
ไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกในระยะยาว และหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ และตลาดการเงินลึกกว่า ซึ่งช่วยทำให้ไทยมีกำลังรองรับเวลาตลาดโลกผันผวน โดยเฉพาะช่วงเงินทุนไหลออกหรือค่าเงินผันผวน
ในทางกลับกัน เวียดนามแม้เศรษฐกิจจะเติบโตเร็ว แต่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูง ความเชื่อมโยงกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์สูง หากดีมานด์โลกชะลอ การเติบโตจะถูกกระทบทันที รวมทั้งทุนสำรองยังไม่สูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงภายนอกที่ต้องแบกรับ
++ ระบบการคลังและสถาบันการเงิน : ไทยมี “โครงสร้างแข็ง” มากกว่า
ไทยมีกรอบนโยบายการคลังที่ค่อนข้างชัดเจน โปร่งใส และรักษาวินัยได้พอสมควร แม้การเมืองอาจจะไม่มีเสถียรภาพ แต่เอกชนและนักลงทุนต่างชาติยังเชื่อว่ารัฐไทย “ไม่ผิดนัดชำระหนี้” เสริมด้วยสถาบันทางการเงินที่มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง และข้อมูลเปิดเผยได้มากกว่า
ในทางตรงกันข้าม เวียดนามมีจุดที่สถาบันจัดอันดับเครดิต จับตาเป็นพิเศษ เช่น ประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ความโปร่งใสด้านข้อมูล คุณภาพของระบบธนาคาร การกันสำรองหนี้สูญที่ยังต้องพัฒนา สิ่งเหล่านี้ทำให้เวียดนามมี Risk Premium สูงกว่าไทย
++ ความเสี่ยงทางการเงินและระบบธนาคาร : เวียดนามมี “จุดเปราะบาง” มากกว่า
จุดที่เวียดนามถูกจับตามองหนักในระยะหลัง คือ การขยายตัวของสินเชื่อที่เร็วผิดปกติ ล่าสุด Fitch Ratings เตือนว่า การขยายสินเชื่อของธนาคารเวียดนามกำลังพุ่งแรง ในระดับ 18-20% ต่อปี และมีการเตรียมยกเลิกเพดานสินเชื่อปี 2026 ทำให้ “หนี้ในระบบ” อาจพุ่งเกิน 145% ของ GDP ซึ่งสูงมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งมีเงินกองทุนรองรับ (Capital Buffer) เบาบาง และอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อรายได้ (NPL) เริ่มเพิ่มขึ้น ต่างกับไทยที่แม้เผชิญปัญหา NPL จากเศรษฐกิจซบเซา แต่ระบบกำกับดูแลเข้มกว่า และมีทุนสำรองสูงกว่า จึงถูกมองว่าความเสี่ยงเชิงระบบต่ำกว่า
Fitch ส่งสัญญาณเตือน
แม้ Fitch ปรับลด Outlook ไทยเป็น Negative ไม่ได้ชี้ว่าไทยอ่อนแอกว่าเวียดนาม แต่ส่ง “สัญญาณเตือน” ว่าอันดับเครดิตของประเทศไทยอาจถูกกดลงได้ หากปัจจัยลบดึงยาวนาน โดยเฉพาะ
– การขาดดุลการคลังต่อเนื่องและภาระการคลังสูงขึ้น
– ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่บั่นทอนความเชื่อมั่นนโยบาย
– ศักยภาพการเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB
แม้ไทยมีปัญหาเหล่านี้ แต่พื้นฐานด้านต่างประเทศ ตลาดการเงิน และสถาบันกำกับดูแล ยังแข็งแรงกว่าเวียดนามอยู่มาก จึงยังรักษา Investment Grade ไว้ได้
บทเรียนสำหรับไทย
อันดับเครดิตสูงกว่าไม่ได้หมายความว่าไทย “ปลอดภัยแล้ว” แต่หมายถึง “เสี่ยงน้อยกว่าประเทศคู่เทียบ” เท่านั้น และไทยยังมีสิ่งที่ต้องระวัง
– ความไม่แน่นอนทางการเมือง
– การเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
– โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งส่งออกและท่องเที่ยวมากเกินไป
หากไทยไม่เร่งปฏิรูป ความได้เปรียบด้านเรตติ้งอาจลดลงในอนาคต
บทสรุป : เรตติ้งเครดิตไม่ใช่การแข่งขันว่า “ใครโตเร็วกว่า” แต่คือ “ใครล้มแล้วเจ็บน้อยกว่า”
เวียดนามเลือกเดินเกม “เร่งโต” ด้วยแรงขับจาก FDI และสินเชื่อ
ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงสะสมก็สูงตาม
ไทยอาจโตช้าและการเมืองไม่นิ่ง แต่ยังมี “กันชนเชิงโครงสร้าง” มากกว่าในวันที่โลกสั่นแรง ไม่ว่าจะเป็นทุนสำรองสูง นโยบายการเงินเป็นอิสระ ระบบสถาบันการเงินโปร่งใส และความเสี่ยงภายนอกต่ำกว่า
ความต่างจึงไม่ใช่เรื่องโตช้าหรือโตเร็ว แต่คือ “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” ที่กำหนดว่า เมื่อเกิดวิกฤต ประเทศไหนจะยืนอยู่ได้มั่นคงกว่า
และสิ่งสำคัญสำหรับไทยคือ จะใช้ช่วงเวลาที่เรายัง “มีเกราะอยู่” นี้ เพื่อเร่งสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแรงขึ้นทันเวลาหรือไม่ ?