ปัญหาหนี้สิน กยศ. นโยบายสนับสนุนการเงิน นศ.ยากจน

คอลัมน์ ดุลยธรรม

โดย อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

หนี้เสียของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ใกล้แตะ 70,000 ล้านบาท จากการปล่อยกู้ทั้งหมด 5.4 ล้านคน ผิดนัดการชำระหนี้จำนวน 2.1 ล้านคน จะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีนโยบายในการแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง

ปัญหาขาดทุนเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของ กยศ.มากขึ้นตามลำดับ และอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุนในระยะยาว กระทบต่อโอกาสทางการศึกษาของผู้กู้รายใหม่ รวมทั้งเกิดภาระทางงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้นอีกด้วย

ปัญหาหนี้เสียจำนวนมากของ กยศ. เป็นผลจากผู้กู้เงินจาก กยศ. คืนเงินให้กับกองทุนคิดเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าประเทศอื่นมาก การไม่ชำระหนี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของหนี้ทั้งหมด จำนวนที่ได้คืนมานี้เมื่อหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนแล้วจะเหลือเพียเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้กองทุน กยศ. มีอัตราคืนทุนในระดับต่ำมาก

กรณีนักศึกษากู้ยืมเงิน กยศ. แล้วไม่ชำระหรือเบี้ยวหนี้ จนทำให้ครูผู้ช่วยค้ำประกันต้องรับผิดชอบแทนจนถูกฟ้องร้องบังคับคดีนั้น ทางกองทุน กยศ. ควรงดการบังคับคดีในกรณีดังกล่าว และหาวิธีการในการบังคับหนี้จากผู้เป็นหนี้โดยตรงก่อน ไม่ควรต้องให้ครูที่ทำหน้าที่ในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ศิษย์ต้องเดือดร้อน

ผลสรุปของงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า กยศ.ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับครอบครัวฐานะยากจน อันนำมาสู่การกระจายรายได้และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้ดีนัก เนื่องจากยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ขาดแคลนและมีรายได้น้อย ผู้กู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน (มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 15-20 จากผู้กู้ทั้งหมด

ขณะที่ผู้กู้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางคิดเป็นร้อยละ 80 กยศ.จึงต้องเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและขาดทุนทรัพย์ โดยเฉพาะนักเรียนเรียนดีแต่ยากจนในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงนักเรียนที่ออกกลางคันระหว่างศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนกลุ่มนี้บางส่วนรัฐบาลควรจัดสรรทุนแบบให้เปล่าหรือทุนการศึกษาเพิ่มเติม เป็นทุนการศึกษาสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ (need-based scholarship)

Advertisement

ขณะเดียวกัน กยศ.ควรมีบทบาทในการขยายทางเลือกทางการศึกษา เนื่องจากผู้กู้สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนได้มากขึ้น รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และ กยศ. จึงควรปฏิรูปการบริหารกองทุน กยศ.ใหม่

เริ่มต้นตั้งแต่การมีระบบ กลไกในการจัดสรรเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมายมากกว่าเดิม มีระบบการติดตามการชำระหนี้ที่มีประสิทธิผลกยศ.ควรใช้แนวทางของกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ที่จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยการผูกจำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้กับรายได้

ในแต่ละปีของผู้กู้ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้เสียของ กยศ.ได้มากขึ้น นอกจากนี้ควรใช้การแก้ปัญหาด้วยระบบหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนโดยอัตโนมัติ และรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกต่อส่วนรวม การรณรงค์การชำระหนี้และกำหนดบทลงโทษของผู้กู้ที่ไม่ชำระหนี้

ในฐานะอดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษา หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2555 ได้มีการจัดตั้งกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)

ซึ่งกองทุน กรอ. มีความแตกต่างจากกองทุน กยศ. คือ ประการที่หนึ่ง กยศ.เป็นกองทุนที่มอบให้เฉพาะนักเรียนในระดับมัธยมปลาย และนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ยากจน ขณะที่ กรอ.เปิดโอกาสให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยทุกคน

ประการที่สอง กยศ.เปิดให้กู้กับนักศึกษาทุกสาขาและคณะ ส่วน กรอ.กำหนดให้เฉพาะสาขาอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศเท่านั้นจึงมีสิทธิกู้ ประการที่สาม กยศ.กำหนดจำนวน

เงินที่แน่นอนที่ผู้กู้ต้องผ่อนชำระหนี้ ภายหลังจบการศึกษา ขณะที่ กรอ.ผูกจำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้กับรายได้ในแต่ละปีของผู้กู้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกองทุน กยศ. กองทุน กรอ. หรือกองทุนการศึกษาแบบให้เปล่าต่าง ๆ ก็ดี ล้วนเป็นนโยบายที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษาและการหลุดพ้นจากความยากจน เกิดการยกระดับฐานะของผู้ยากไร้ (social mobility) ทำให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

ควรศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกองทุน กรอ. และกองทุน กยศ. ไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการศึกษา ควรปรับบทบาทของกองทุนเงินกู้ยืมให้ช่วยส่งเสริมการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ควรศึกษาผลของระบบการให้ทุนและกู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อความเท่าเทียม

ในการเข้าถึงการศึกษาของไทยและศึกษาความคุ้มค่าจากการลงทุนทางการศึกษาทั้งในแง่ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณสำหรับการลงทุนทางการศึกษา และการพัฒนาคนให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป