‘บัตรคนจน’ ถึงขั้น ‘เผาป่า-ล่าหนู’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ออกมาร้องเรียนกันรายวัน กรณีประกาศ “โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิทั้งกลุ่มเดิม และกลุ่มตกหล่นรวมแล้วกว่า 18.8 ล้านคน
กระทรวงการคลังเปิดตัวเลขผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ซึ่งจะได้สิทธิถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน”
ถือว่าน่าตกใจไม่น้อย เพราะตัวเลขออกมามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านคนเศษ และผู้ไม่ผ่านหรือถูกคัดออกราว ๆ 9.3 ล้านคนเศษ
เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่าผู้ได้รับสิทธิเดิมมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 12,700,000 ราย ผ่านเกณฑ์ 7,200,000 ราย
“รายใหม่” แบ่งเป็น กลุ่มเปราะบาง 740,000 คน ผ่านเกณฑ์ 230,000 คน และกลุ่มตกหล่น 5,400,000 คน ผ่านเกณฑ์ 2,000,000 คน
กระทั่งกลายเป็นมหกรรมร้องทุกข์ผ่านช่องทางต่าง ๆ
ตัวเลขที่หายไปเกือบครึ่งของผู้มาลงทะเบียน สร้างความกังขาให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย เพราะเท่าที่เห็นการออกมาร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ดูเหมือนจะเป็น “คนจนจริง”
ส่วน “คนจนทิพย์” คงไม่มีใครกล้าออกหน้ามาแน่
ถึงตอนนี้ตัวเลขผู้ได้สิทธิยังถือว่าไม่นิ่ง เนื่องจากผู้ถูกตัดสิทธิแต่เดิมสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 31 ก.ค. นี้ แต่มีการเสนอให้ขยายไปถึง 20 ก.ย. ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ขณะที่ช่องทางการยื่นทบทวนสิทธิ ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารข้างต้น, เว็บไซต์โครงการ, แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และแอปพลิเคชั่นทางรัฐ โดยหลังจากทบทวนสิทธิแล้วจะประกาศผลในวันที่ 21 ก.ย. 2569
จากข้อมูลของหน่วยงานตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ถูกตัดสิทธิมาขอทบทวนสิทธิแล้วกว่า 2.9 ล้านคน โดยผู้หลุดสิทธิกว่า 40% หลุดจากเกณฑ์การมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เกินกว่าที่กำหนด
อาทิ เป็นรถเก่ามูลค่าต่ำ ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือสูญหายแต่ยังมีชื่อในระบบ
รวมถึงกลุ่มโอนลอย หรือถูกอ้างชื่อซื้อรถ
กระทรวงคมนาคมทำเรื่องถึงกระทรวงการคลังเพื่อทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว เบื้องต้นอาจดูที่อายุรถ เช่นจักรยานยนต์เกิน 15 ปี และรถยนต์เกิน 20 ปี จะตัดออกจากเกณฑ์
รวมถึงเกณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่เหมาะสมอาจทบทวนได้ อาทิ คนที่อยู่ในบัญชีนักเรียน-นักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้
ถือว่าเรื่องดีที่รัฐบาลยังพอฟังเสียงประชาชนในระดับหนึ่ง แม้การอุทธรณ์จะยุ่งยากหรือเสียเวลาไปบ้าง
อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังมีเครื่องมืออีกไม่น้อยในกลุ่มข้าราชการหลายระดับทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล หรือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สามารถลงสำรวจข้อเท็จจริงได้ไม่ยาก เพราะทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่ผ่านจริง ๆ รัฐปลอบใจโดยให้สิทธิไทยช่วยไทย หรือ 60-40 เป็นเวลา 2 เดือน เท่ากับได้เงิน 2,000 บาท
จะว่าไปการตรวจสอบสิทธิบัตรคนจนและตัดหายไปเกือบครึ่ง กระทั่งเกิดร้องเรียนจำนวนมาก เป็นอีกหนึ่งจุดสลบที่เชื่อว่ารัฐบาลจะโดนหนัก ๆ ในเรื่องการตัดสินใจ และการทำงาน
โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเทียบกับงบประมาณหลายหน่วยงาน ที่มีแผนใช้เงินอย่างน่ากังขา หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จึงไม่แปลกที่มีเสียงทำนองว่า พอเป็นงบประมาณของหลายส่วนมีข้อท้วงติงและครหาต่าง ๆ กลับมองแค่ผ่าน ๆ หรือมองไม่เห็น
แต่พอเป็นเงินช่วยคนจนไม่กี่ร้อยบาทต่อคน/เดือน ตรวจสอบละเอียดยิบทุกเม็ดจริง ๆ
ถึงจะอ้างว่าเพื่อคัดกรองคนจนจริง ๆ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ต่างจากการ “เผาป่าล่าหนู” เพียงเพื่อจัดการคนที่ไม่สมควรได้สิทธิ แต่กลับทำให้คนที่จนจริง ๆ เดือดร้อนไปด้วย