จัดทัพสู้ วิกฤตคู่ขนาน “โควิด-เศรษฐกิจ” ต้องไม่เป็น “รัฐปอเต็กตึ๊ง”
หายนะที่กำลังเกิดขึ้้นกับเศรษฐกิจไทยขณะนี้
รุนแรงเสียยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540
ในปีนั้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบไปร้อยละ 7.18
ในปีนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเอาไว้ว่าจะติดลบร้อยละ 5.3
อาจจะเป็นการประเมินที่มองโลกในแง่ดีไปด้วยซ้ำ
ลองดูตัวเลขกว้าง ๆ ประกอบ
ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนในเศรษฐกิจไทยประมาณร้อยละ 12 ของจีดีพี
ปีนี้การท่องเที่ยวล่มสลายอย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะธุรกิจการบิน โรงแรม และส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ถ้าการท่องเที่ยวหายไปถึงสิ้นปีหรือ 9 เดือนจากนี้
เศรษฐกิจก็หดตัวไปร้อยละ 9 ตามสัดส่วน
หายไปครึ่งปี (นี่คืออย่างมองโลกในแง่ดีที่สุด) ก็ยังทำให้จีดีพีติดลบร้อยละ 6
อีกภาคหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือภาคการบริโภคในประเทศ
ที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของจีดีพี
บริษัทห้างร้านที่ปิดตัวไป ร้านอาหารที่ขายไม่ได้หรือขายได้แค่ครึ่งเดียวของปีที่ผ่านมา
ประเมินตัวเลขเอาไว้แบบกลาง ๆ ที่สุดว่า การบริโภคจะหดตัวไปร้อยละ 20
ก็คือร้อยละ 10 ของจีดีพี
แค่สองภาคเศรษฐกิจนี้รวมกัน
เศรษฐกิจก็ติดลบมากกว่าร้อยละ 10
จะเป็นร้อยละ 12-13-14 ไปถึงร้อยละ 19-20
ก็อยู่ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้กลไกการดำรงชีวิตและธุรกิจหยุดชะงัก จะยุติลงเร็วแค่ไหน
…
เพราะฉะนั้น ภารกิจแรกที่รัฐบาลและสังคมจะต้องร่วมมือกันลงมือทำให้ได้อย่างจริงจัง
ก็คือการจำกัดการระบาดของโควิด-19
ทั้งเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ป่วย
และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ และประชาชนทั่วไปให้เหลือน้อยที่สุด
ภารกิจต่อมาก็คือลงมือกอบกู้เศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้เสียหายน้อยที่สุด
ถามว่ามาตรการเยียวยาที่ดำเนินการไปแล้วในปัจจุบันเป็นอย่างไร
คำตอบก็คือ มาถูกทาง
แต่ยังไม่พอ
และมีอีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง
ประเด็นแรกที่บอกว่ายังไม่พอ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวหรือติดลบเช่นเดียวกับไทย
เม็ดเงินและมาตรการที่เราใช้ถือว่าน้อยกว่า
มาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (ไม่เกี่ยวกับที่แบงก์ชาติบอกว่า “จะ” อุ้มตลาดการเงิน) ที่ออกมาสองระลอกนั้น รวมเม็ดเงินทั้งหมดแล้วคิดออกมาได้เพียงร้อยละ 3.1 ของจีดีพี
เทียบกับขนาดของมาตรการที่ออกมาโดยประเทศอื่น ๆ ดู
สหรัฐอเมริกาอัดฉีดเงิน 2.9 ล้านล้านเหรียญ หรือประมาณร้อยละ 10 ของจีดีพี
เยอรมนี 1.7 ล้านล้านเหรียญ หรือร้อยละ 32 ของจีดีพี
อังกฤษ 632,000 ล้านเหรียญ หรือร้อยละ 19 ของจีดีพี
ออสเตรเลีย 165,000 ล้านเหรียญ หรือร้อยละ 10 ของจีดีพี
มาเลเซีย (เศรษฐกิจไม่ติดลบ) ร้อยละ 18 ของจีดีพี
สิงคโปร์ (ติดลบร้อยละ 1) ร้อยละ 11 ของจีดีพี
ถามว่าประเทศไทยมีความสามารถและมีเม็ดเงินที่จะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจ (ที่อาจจะติดลบมากกว่าใคร) ในระดับนี้หรือไม่
คำตอบคือมี
มีมากด้วย
ปัจจุบันขนาดของจีดีพีไทยอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านล้านบาท
มีเงินมากที่ล้นแบงก์ (เพราะมีคนออมมากกว่าคนกู้) จนกระทั่งแบงก์พาณิชย์ต้องเอาไปฝากแบงก์ชาติกินดอกเบี้ยอยู่ 4-5 ล้านล้านบาท
ถ้ารัฐจะกู้เงินเพิ่มขึ้น 1 หรือ 2 ล้านล้านบาทยังไม่มีปัญหาเลย
ถึงวันนี้ยอดหนี้สาธารณะของรัฐ (รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 42 ของจีดีพี
ถ้ายึดตามหลักกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด คือมียอดหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพี
ก็คือยังกู้เพิ่มได้อีกถึงร้อยละ 18 ของจีดีพี หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท
และที่ต้องหมายเหตุเอาไว้ด้วยก็คือว่า ข้อกำหนดเรื่องรัฐไม่ควรมียอดหนี้สาธารณะเกินร้อยละ 60 ของจีดีพีนั้น
มาจากมาตรฐานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุเอาไว้
แต่ในข้อเท็จจริงของโลกก็คือ รัฐบาลของประเทศที่เป็นสมาชิกไอเอ็มเอฟจำนวนมากล้วนแล้วแต่มียอดหนี้สาธารณะเกินร้อยละ 60
บางประเทศสูงถึงร้อยละ 100 ของจีดีพี
หรือประเทศอย่างญี่ปุ่นสูงถึงร้อยละ 250 ของจีดีพีด้วยซ้ำ
ไม่เห็นไอเอ็มเอฟจะไปทำอะไรได้ หรือไม่เห็นมีปัญหากับใคร
และยิ่งถ้าคิดว่า นี่คือวิกฤต นี่คือสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่ประเทศนี้และโลกนี้เคยเผชิญหน้ามา
กฎเกณฑ์ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงบางอย่าง หรือหลายอย่าง
แก้ไขได้ ยกเลิกได้ทั้งสิ้น
…
เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดที่มาของเงิน
ก็อยู่ตรงที่ว่าแล้วจะทำอะไรกัน
วันนี้ภารกิจหลักของรัฐบาลมีอยู่สองประการด้วยกัน
ประการแรกก็คือ ต้องจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ได้เร็วที่สุดอย่างที่กล่าวข้างต้น
ประการที่สองก็คือ ต้องมีมาตรการรองรับ เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครบถ้วน รอบด้าน และพอเพียง
ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยสองประการด้วยกัน
อย่างแรกคือ ความเป็นผู้นำในช่วงวิกฤต
ที่ต้องคิด (อย่างมีข้อมูลครบถ้วยรอบด้าน) อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจอย่างว่องไว
ไม่ปล่อยให้สถานการณ์เลื่อนไหลไปจนกระทั่งถึงจุดที่ไม่สามารถกอบกู้ได้
อย่างที่สองที่ต่อเนื่องมาจากอย่างแรก ก็คือ การทำงานที่สอดประสานกันเป็นระบบ
และไม่ติดกรอบกฎหมายบางอย่างที่ล้าหลัง หรือวิธีปฏิบัติที่ขั้นตอนยุ่งยากมากมาย และ “ต่างคนต่างทำ” ของระบบราชการ
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย “เชิญ” ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายเข้าไป “ขอความร่วมมือ” ให้ช่วยกันดูแล โอบอุ้มลูกค้าของธนาคารในช่วงวิกฤต
ผลก็คือมีบางธนาคารทำ
แต่ธนาคารที่ไม่ทำมีมากกว่า
ซึ่งจะไปว่าธนาคารก็ไม่ได้
เพราะธนาคารก็ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของตัวเองเช่นกัน
คำขอร้องที่ “ไม่เด็ดขาดหนักแน่น”
รวมทั้งไม่มีมาตรการอื่น ๆ มารองรับ
เช่น เมื่อให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนผันเงินต้นกับดอกเบี้ยให้กับลูกค้าแล้ว จะไม่ให้รายได้ของธนาคารกลายเป็นศูนย์ (ซึ่งก็จะเกิดปัญหาในภายหลัง)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะหารือกับรัฐบาล ให้รัฐเป็นผู้เข้ามาจ่ายดอกเบี้ยในอัตราความเสี่ยงขั้นต่ำสุดแทนผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว
อัตราขั้นต่ำที่ว่านี้คือ อัตราที่รัฐออกพันธบัตรเงินกู้ที่อยู่ร้อยละ 2
แลกกันกับที่สถานประกอบการเหล่านั้นจะไม่ปลดพนักงาน หรือลดเงินเดือนพนักงานในระดับต่ำสุด
ถ้าพิจารณาจากยอดเงินกู้คงค้างของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในปัจจุบัน 12 ล้านล้านบาท
ตัดธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบหลายส่วนออกไป ประมาณ 2 ล้านล้านบาท
ก็เหลือที่รัฐจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแทน 10 ล้านล้านบาท
ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายคือ 200,000 ล้านต่อปี
รัฐจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการแทนตรงนี้ 3 เดือน ก็ใช้เงินเพียง 50,000 ล้านบาท
อาจจะมีคำถามว่าทำไมรัฐต้องไปโอบอุ้มบริษัทเอกชน
…
คำตอบก็คือ
ในการเยียวยาหรือช่วยเหลือให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจและคนส่วนใหญ่ให้น้อยที่สุดนั้น
มีผู้อยู่ในข่ายได้รับการช่วยเหลือ 3 กลุ่ม
1.ผู้ประกอบการ
เพราะถ้าบริษัทห้างร้านอยู่ไม่ได้ หรือมีแต่รายจ่าย (ดอกเบี้ย-ค่าเช่า-เงินเดือนพนักงาน) ในยามที่รายได้เป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์
สุดท้ายบริษัทห้างร้านเหล่านั้นถ้าไม่เลิกกิจการทำให้ลูกจ้างตกงาน
ก็ต้องปลดพนักงาน กลายเป็นคนตกงานอีกเช่นกัน
อุ้มบริษัท (ในส่วนที่จำเป็น) ก็คือการอุ้มคนทั่วไปไม่ให้ตกงานเพิ่มขึ้น
ซึ่งนอกจากดอกเบี้ยแล้วยังอาจจะมีอื่น ๆ อีก
เช่น เงินช่วยเหลือระยะสั้น หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (มาก ๆ)
หมายเหตุด้วยว่าทุกกิจการต้องเข้าถึงได้จริง
ถามว่าแล้วควรจะช่วยใคร อย่างไร เท่าไหร่
จริง ๆ ตรงนี้แบงก์ชาติและแบงก์พาณิชย์มีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้วว่าอยู่ในธุรกิจ-อุตสาหกรรมไหม
เอามาวางแบ แล้วทาบกับผลกระทบที่เขาได้รับก็ชัดเจน
ใครโดนมากหรือเป็นศูนย์ ก็ช่วยมากที่สุด
ใครโดนน้อย ก็ช่วยเหลือลดลงมาตามส่วน
หรือถ้ากลัวว่าช่วยภาคเอกชนแล้วจะโดนข้อครหา
ก็ยังสามารถเพิ่มเงื่อนไขได้ว่า เงินช่วยทั้งหมดที่รัฐให้นั้น สามารถแปลงเป็น “ทุน” ในธุรกิจที่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อกิจการฟื้นตัว
ตอนนั้นรัฐจะเอาหุ้นออกขาย ไม่ว่าขายคืนเจ้าของเดิม (ตอนที่เขามีกำลังแล้ว) หรือขายนักลงทุนที่สนใจ
ก็ไม่ขาดทุน หรือไม่ได้เป็นการช่วยเปล่า
พึงระลึกเสมอว่า
ถ้าท่านไม่ช่วยเขาให้ออกจากโรงพยาบาลหรืออาการป่วยวันนี้
วันหน้าท่านก็ต้องมาเก็บศพเขา
ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหาและภาระมากกว่าในปัจจุบันอีกหลายเท่า
2.ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งว่างงานถาวรหรือตกงานชั่วคราว
ซึ่งแยกได้อีกเป็นสองส่วนคือที่มีประกันสังคม ตรงนี้ประกันสังคมรับไป
แต่ต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วยว่า ถ้าปล่อยให้กิจการล้มหรือคนตกงานมากขึ้น ประกันสังคมก็จะรับไม่ไหว
เพราะปัจจุบัน ประกันสังคมมีเงินลงทุนอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท
ถ้าผู้ประกันตนตกงานครึ่งหนึ่งหรือเกือบครึ่ง จะต้องขายตรสารการเงินหรือทรัพย์สินที่ไปลงทุนไว้ออกมา
ตลาดเงินก็มีสิทธิ์จะพังหรือปั่นป่วนทันที
เพราะใครจะมีเงินไปรับซื้อทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนล้าน
ซึ่งสุดท้าย ถ้าไม่ใช่รัฐบาลก็ต้องเป็นแบงก์ชาติ (ในกรณีตราสาร) อยู่นั่นเอง
เพราะฉะนั้น วิธีช่วยที่ดีที่สุดก็กลับไปที่ข้อ 1 คือทำให้กิจการปิดตัวลงน้อยที่สุด
อีกส่วนหนึ่งคือผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม
ซึ่งมีประมาณ 18 ล้านคน (สถิติของกระทรวงแรงงาน-ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 12 ล้านคน ผู้ช่วยธุรกิจครัวเรือน 6 ล้านคน)
เพราะฉะนั้น การประเมินว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบ 3 ล้านคน หรือ 9 ล้านคน
อาจจะต่ำไป
ในช่วงวิกฤต ต้องมีมาตรการเผื่อไว้สำหรับกรณี “เลวร้ายที่สุด” เอาไว้ก่อน
และไม่ควรจะมีทัศนคติแบบเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ซึ่งไม่เคยตกงาน และได้รับเดือนค่าจ้างเต็มจำนวนตรงเวลา) ว่าคนที่มาลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ จะมีพวก “ฉกฉวยโอกาส” ปะปนเข้ามาด้วย
จริงอยู่ อาจจะมีคนฉวยโอกาสเข้ามาหากินกับเงินช่วยเหลือของรัฐ
แต่คนเหล่านี้ตรวจสอบได้ไม่ยาก เพราะการลงทะเบียนจะทำให้รัฐมีฐานข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น
เมื่อเอามาวางทาบกับฐานข้อมูลอื่น เช่น การเสียภาษี
เท่านี้ก็รู้ว่าใครเดือร้อนจริง ใครฉวยโอกาส
แต่ข้อเท็จจริงในวันนี้ก็คือ ยิ่งปล่อยนนวันไป จำนวนผู้เดือดร้อนและความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้น
ย้ำครับ
ช่วยคนออกจากโรงพยาบาลหรือไม่ให้ป่วย
ดีกว่าตามไปเก็บศพเขาทีหลัง
3.เกษตรกร ที่มีจำนวนอีกประมาณ 11 ล้านคน
วันนี้ยังไม่เห็นมีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอะไรจากกระทรวงเกษตรฯ
มีการเสนองบฯเยียวยา-รองรับสถานการณ์เข้ามาไม่กี่หมื่นล้านบาท
เงินไม่กี่หมื่นล้านบท กับคน 11 ล้านคน
แถมไม่มีมาตรการชัดเจนว่าจะช่วยใคร อะไร อย่างไร เท่าไหร่ และเมื่อไหร่
…
เหมือนที่ทุกคนรู้จักคติว่า ในทุกวิกฤตมีโอกาส
วิกฤตที่สาหัสที่สุดครั้งนี้ของสังคมไทยก็เช่นกัน
ถ้าสามารถจัดการจำกัดการแพร่ของโรคได้เร็ว
ถ้ามีมาตรการเศรษฐกิจที่ครบถ้วน ทั่วถึง และพอเพียงที่จะเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า รวมทั้งวางรากฐานรองรับการฟื้นตัว-ที่จะต้องมาถึงวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว
ไทยอาจจะกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการจัดการกับวิกฤตไวรัส-วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ได้
เพราะความแตกต่างที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้กับวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ก็คือ
ครั้งนั้น เราหมดเนื้อหมดตัวไปแล้ว ต้องให้ไอเอ็มเอฟมากู้ซาก
มีภาระจะต้องจ่าย “ค่าปฏิกรณ์สงคราม” มหาศาล
แต่ครั้งนี้ เงินมี ทรัพยากรมี สถาบันการเงินไม่ได้อ่อนแอเหมือนหนก่อน ยังพอเป็นหลังพิงให้ระบบเศรษฐกิจได้ (ถ้ารัฐรู้วิธีจัดการ)
ไม่ต้องพึ่งใคร ขอแค่จัดการให้เป็น
ได้แก่
-คิดและทำเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนกันทำ ไม่ต่างคนต่างทำ
-ไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง จนตั้งรับไม่ทันเมื่อวิฤตจริงมาถึง
-ต้องเปลี่ยนทัศนคติจาก “รัฐป่อเต็กตึ๊ง” ที่คอยเก็บศพ มาเป็น “รัฐคุณหมอ” ที่ต้องช่วยทุกคนให้แข็งแรงดี
ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการนำที่มีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง และกัดติดปัญหา
ต้องเข้าใจว่า นี่คือสงครามที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยเผชิญหน้า
แก้ได้ทัน แก้ได้ดีก็จะกระโดดขึ้นไปเป็นประเทศแถวหน้าของโลกได้
แก้ไม่ทัน ถึงขั้นหายนะ-ล้มละลายกันทุกคนในประเทศนี้
และไม่รู้ด้วยว่าอีกกี่ปีจะกลับฟื้นขึ้นมาได้
หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้นำเสนอโดย “กลุ่มนักธุรกิจและนักการเงินยักษ์ใหญ่”
ประชาชาติธุรกิจ นำเสนอซีรีส์ “รวมพลังสู้ โควิด-19” ภายใต้เนื้อหาที่มาจากประชาชน นักคิด นักเขียน ผู้รู้ นักธุรกิจ สตาร์ตอัพ ผู้ประกอบการทุกระดับ ที่นำเสนอแนวคิด ความรู้ และทางออกจากปัญหาไปด้วยกัน