คนจนรุ่นใหม่
บันฑิต ตกงาน นักศึกษา
คอลัมน์ สามัญสำนึก
พิเชษฐ์ ณ นคร
ยอดผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กระทรวงการคลังเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2559 และล่าสุดปี 2562 ที่ผ่านมามีผู้มีรายได้น้อย คนจน ลงทะเบียนรวม 13.4 ล้านคน ส่วนปีนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ โดยได้มีการปรับเกณฑ์ให้จัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท เป็นรายได้รวมของครอบครัวหารด้วยจำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2561 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในระดับภาคของประเทศไทย โดยนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ความยากจนตั้งแต่ปี 2556-2559 และใช้เส้นความยากจน (poverty line) เป็นเกณฑ์ในการประเมิน
พบว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดมี 12 จังหวัดในปี 2559 ประกอบด้วย ภาคกลาง 1 จังหวัด คือ ชัยนาท ภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ นครพนม บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ มุกดาหาร ภาคใต้ชายแดน 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา
ในจำนวน 12 จังหวัดดังกล่าวมี 7 จังหวัดที่มีมิติทั้งความยากจนเรื้อรัง หรือติดอันดับ 1 ใน 10 ของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดต่อเนื่องหลายปี และความยากจนรุนแรง หรือเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ในปี 2559 ได้แก่ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬสินธุ์ นครพนม ตาก และบุรีรัมย์
รายงานของธนาคารโลกช่วงเดือนมีนาคม 2563 ชี้ว่า แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จากปี 2531 สัดส่วนคนจนมากกว่า 65% ลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ช่วงปี 2558-2561 อัตราความยากจนเพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 9.8% หรือจำนวนประชากรที่ยากจนเพิ่มขึ้นจาก 4.85 ล้านคน เป็นกว่า 6.70 ล้านคน กระจายอยู่ใน 61 จังหวัด จากทั้งหมด 77 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค
ข้อมูลข้างต้นเป็นผลการสำรวจก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดิ่งลงลึก คนตกงาน ถูกเลิกจ้าง ยังไม่เกิดรายวันมากเท่าตอนนี้ ไม่รวมบัณฑิตจบใหม่แต่ละปี 3 แสนคน ตามสถิติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจำนวนนี้มีราว 1 แสนคนที่ไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน มีทั้งที่เลือกประกอบอาชีพอิสระ ว่างงาน อยู่ระหว่างหางาน
ที่น่าตกใจ คือ การว่างงานของบัณฑิตจบใหม่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น โดย นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานระบุว่า หลังวิกฤตโควิดบัณฑิตจบใหม่ปี 2564 เสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะว่างงานแบบถาวรเฉียด 5 แสนคน
ผลพวงจากสถานการณ์เศรษฐกิจ การปิดโรงงาน สถานประกอบการ การปรับลดขนาดองค์กร การปรับเปลี่ยนสถานภาพการจ้างงาน เมื่อรวมกับตัวเลขคนตกงานว่างงานจากการถูกปลดออก เลิกจ้างจากภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัดอีกหลายล้านคนที่ขาดรายได้ เงินทองขัดสนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือใช้จ่าย
กลายเป็นคนจนรุ่นใหม่ นอกเหนือจากผู้มีรายได้น้อย คนจนกลุ่มเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนจนในเมือง คนจนในชนบท ถ่างความเหลื่อมล้ำทำให้สังคมไทยมีความแตกต่าง แปลกแยกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนระดับบน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เศรษฐี นายทุนยังรวยไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ มีแต่คนจนเท่านั้นที่สาละวันเตี้ยลง ๆ สวนทางนโยบายประชารัฐ การนำพาประเทศก้าวไปโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือ leaving no one behind
ยุคโควิดที่สถานการณ์เศรษฐกิจฟุบไม่ฟื้น อย่างเวลานี้คนตกงาน ว่างงาน บัณฑิตจบใหม่ที่แปะป้ายคนจนรุ่นใหม่ ถ้าอยากจะจนแค่ชั่วคราวก็ตั้งหลักให้มั่นเร่งสร้างเนื้อสร้างตัวก่อนสาย วันข้างหน้าจะได้ไม่พลาดพลั้ง โดนตีทะเบียนเป็นคนจนแบบถาวร