เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร : กว่าวัคซีนหลักจะมาถึง

22 เม.ย. 2564 | 07:36น.
คอลัมน์ สามัญสำนึก
ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

แม้โลกจะเข้าสู่โหมดเริ่มกระบวนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กันอย่างกว้างขวาง แต่จำนวนประชากรโลกที่ได้รับวัคซีนกลับ “กระจุกตัว” อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ยกตัวอย่าง สหรัฐ มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับที่จะฉีดวัคซีนจากความเชื่อใด ๆ ก็ตาม ส่งผลให้เกิดภาวะวัคซีนล้นเกินความต้องการจากที่ตุนไว้เป็นจำนวนมาก อัตราการติดเชื้อในสหรัฐก็ยังไม่ลดลง

เพราะการฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุมจำนวนประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (มากกว่าร้อยละ 70 สำหรับสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ อย่าง อังกฤษ-บราซิล-แอฟริกาใต้ อาจจะต้องฉีดในสัดส่วนประชากรที่มากกว่าร้อยละ 90)

ส่งผลให้จำนวนคนติดเชื้อโควิด-19 มีถึง 142,696,001 คน เสียชีวิตไปแล้ว 3,043,015 คน ในจำนวนนี้ดูเหมือน อินเดีย จะมีอัตราการติดเชื้อสูงสุดถึงวันละ 200,000 คน

ย้อนกลับมาดูสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในไทย จากที่คุมการระบาดมาได้ถึง 2 รอบ มารอบนี้ดูเหมือนจะ “หนัก” กว่าทุกครั้ง

เริ่มต้นการระบาดจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทะยานขึ้นไปถึงเกือบ 1,000 คน ในวันที่ 11 เมษายน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่-ชลบุรี

จนมาถึงวันที่ 14 เมษายน ตัวเลขคนติดเชื้อรายวันทั่วประเทศอยู่ที่ 1,335 คน หรือทะลุ 1,000 คนเป็นวันแรก และคงอยู่ที่ระดับเกินกว่า 1,000 คนต่อเนื่องกันเกินกว่าสัปดาห์ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ (วันที่ 21 เม.ย.ติดเชื้อรายใหม่อีก1,458 คน)

โดยคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบนี้เกิดขึ้นในประชากรวัยหนุ่มสาวจากการ “ผ่อนคลาย” หลังการระบาดรอบที่ 2 (เดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องเดือนมีนาคม หลังจากที่ควบคุมเคสติดเชื้อในหมู่แรงงานที่มหาชัยได้แล้ว)

Advertisement

จนละเลยมาตรการในการป้องกันโรค ประกอบกับเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่นี้มีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ S ที่ระบาดระลอกแรกในเดือนมีนาคม 2563 มาเป็นสายพันธุ์ B 1.1.7 หรือสายพันธุ์จากอังกฤษ ที่มีอัตราการติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 1.7 เท่า โดยน่าจะแพร่เข้ามาผ่านทางประเทศกัมพูชา

ตัวเลขการติดเชื้อล่าสุดของประเทศไทย (ณ วันที่ 21 เม.ย.) มียอดสะสมทั้งหมด  46,643 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 110 คน

โดย 2-3 วันที่ผ่านมามีคนเสียชีวิตติดต่อกันเพิ่มขึ้น และได้กลายเป็นความกังวลว่า สถานการณ์การระบาดในไทยกำลังจะกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ หากในอีก 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ตัวเลขคนติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ลดลงจากระดับ 1,000 คน/วันขึ้นไป

สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยในภาวะที่เข้าใกล้วิกฤตยังคงดำรงอยู่บน “ความเสี่ยง” อย่างมาก ทั้งจำนวนเตียง บุคลากรทางการแพทย์ และที่สำคัญที่สุดก็คือ “วัคซีน” ความหวังสุดท้ายที่จะชะลอความรุนแรงลงได้

จากการติดตามแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลไทยพบว่า ได้วางน้ำหนักเอาไว้ที่วัคซีนของ AstraZeneca เพียงตัวเดียว โดยไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังวัคซีนของบริษัทอื่น ๆ โดยวัคซีนหลักตัวนี้จะถูกผลิตโดย บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นสัญญาจ้างผลิต มีกำหนดการส่งมอบตั้งแต่ มิ.ย ไปจนกระทั่งถึง ธ.ค 2564 จำนวน 61 ล้านโดส หรือเฉลี่ยส่งมอบตั้งแต่ ก.ค. ประมาณเดือนละ 10 ล้านโดส

ทว่าแผนการส่งมอบวัคซีนในขณะนี้กลับไม่ทันกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่กำลังดำเนินไปอย่างรุนแรง ประกอบกับมีช่องว่างอยู่ถึง 1 เดือน คือ “เดือนพฤษภาคม” ที่ไม่มีวัคซีนเข้ามาในประเทศ ขณะที่รัฐบาลเองมีศักยภาพในการจัดหาวัคซีนจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมได้เฉพาะ วัคซีน Sinovac (ประมาณ 2 ล้านโดส ระหว่างเดือน ก.พ.-เม.ย.) เท่านั้น

ส่งผลให้ตัวเลขผู้ได้รับการฉีดวัคซีนทั่วประเทศคิดเป็นไม่ถึง 0.1% ของจำนวนประชากร (6.09 แสนคน ในจำนวนนี้ 81,815 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส) ซึ่งถือว่า “น้อยมาก” จนกลายเป็นที่มาของการประชุมของหอการค้าไทย ที่ออกแรงกระทุ้งรัฐบาลขอให้ “ปลดล็อก”

เปิดทางให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีน “ทางเลือก” เข้ามาเสริมช่องว่าง ลดอัตราการติดเชื้อลงให้น้อยที่สุด ก่อนที่คนไทยทั้งประเทศจะเข้าถึงวัคซีนหลัก AstraZeneca ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้