คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ในวันที่การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพและไม่มีอนาคต แม้ว่าจะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว แต่ก็เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว
การฝากความหวังการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไว้กับรัฐบาลหรือนักการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบ “ใครไป-ใครมา” อยู่ตลอดคงเป็นไปได้ยาก
ทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทย เศรษฐกิจไทยจึงวนลูป และนับวันเศรษฐกิจไทยที่เติบโตลดลงเรื่อย ๆ สะท้อนปัญหาในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจไทย
และโจทย์ใหญ่ผลจากสงครามการค้า มาตรการภาษีทรัมป์ เข้ามาซ้ำเติมปัญหาโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้เกิดแรงกระแทกที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย
ความท้าทายเศรษฐกิจที่หนักหน่วง ทำให้ภาคธุรกิจ นำโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ทั้งสภาอุตฯ สภาหอฯ และสมาคมธนาคารไทย เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะมองว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ เศรษฐกิจไทยจะมีแต่ถดถอย ความสามารถการแข่งขันที่ลดลง เช่นที่วันนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำสุดในอาเซียน
กกร.ได้เริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นำทีมโดย “ผยง ศรีวณิช” ซีอีโอแบงก์กรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาพัฒน์ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดขึ้นจริง
จนนำไปสู่การเดินหน้าโครงการ Reinvent Thailand ที่เป็นความร่วมมือภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาครัฐ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง และยั่งยืน
โดยที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง แบบที่ทุกฝ่ายต้องลงมือ-ลงแรง “ไม่ใช่แค่การส่งเสียงเรียกร้อง”
“ผยง” กล่าวว่า กกร. ร่วมกับ สศค. ธปท. สภาพัฒน์ ได้ร่วมกันยกร่างพิมพ์เขียว (White Paper) การทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้หลักการร่วมมือกันคิดใหม่ ร่วมทำใหม่ ร่วมแบ่งหน้าที่ ของทุกภาคส่วน เป็นพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ผ่านแพลตฟอร์มการร่วมสร้าง พัฒนา และขับเคลื่อน เพื่อ Reinvent ประเทศไทย
“อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พายุรอบนี้เป็นการเรียกร้องให้เราลุกขึ้นมาร่วมปรับตัวครั้งสำคัญ”
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เห็นร่วมกันว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป
“ภาคเอกชน” จะเป็นหัวหอกการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรม
ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และต้นทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง
ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุน และส่งเสริม สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการสร้าง Incentive ให้ภาคธุรกิจ
โจทย์ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือจากรัฐ
แต่ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันดำเนินการ และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ “ข้อมูล” (Data-Driven) ให้ตอบโจทย์ สร้างกลไกการปฏิบัติให้เกิดขึ้นแบบ End to End
Reinvent Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนประเทศไทย
โดย กกร. ผลักดัน 2 นโยบายเร่งด่วนคือ 1.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ นำไปสู่การเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
และประเด็นที่ 2 คือ การเพิ่มขีดความสามารถภาคเอกชน ด้วยการเชื่อมโยงตลอดซัพพลายเชน ทั้งลงทุนเทคโนโลยี-ยกระดับทักษะแรงงาน และส่งเสริมการผลิตด้วยคนไทย โดยมีแรงจูงใจจากภาครัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเพื่อสร้างตลาด
การรวมพลังของภาคเอกชนและกลุ่มเทคโนแครต ที่ผลักดันร่างพิมพ์เขียวความร่วมมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะเป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคอะไร
และนี่อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่เป็นความหวังของประชาชนคนไทย โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมทำให้เป้าหมาย Reinvent Thailand เกิดขึ้นอย่างจริงจัง