Skip to content

ทุบหม้อข้าวตัวเอง

27 เม.ย. 2569 | 19:44น.
ทุบหม้อข้าวตัวเอง
คอลัมน์ : SD TALK
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ผู้ก่อตั้งบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป

มีเรื่องเล่าเป็นอุทาหรณ์ในวงการบริหารธุรกิจไทยที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้งในฐานะบทเรียนราคาแพง เกี่ยวกับบริษัทอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่เคยครองตลาดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

ผู้นำยุคนั้นภาคภูมิใจยิ่งในสูตรสำเร็จเดิม ที่ทำให้บริษัทกอบโกยกำไรมหาศาล พนักงานทุกคนทำงานตามขั้นตอนที่ถูกวางไว้เหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบ กระทั่งวันหนึ่งกระแสโลกหมุนสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็วราวกับพายุฤดูร้อน ทว่าผู้นำท่านนั้นกลับเลือกที่จะรอให้ตลาดนิ่งก่อน ถึงค่อยเริ่มขยับตัว แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ โลกไม่เคยหยุดนิ่งรอใคร

เมื่อความเปลี่ยนแปลงพัดมาถึงอย่างรุนแรง คู่แข่งรายใหม่ที่ตัวเล็กกว่า แต่คล่องตัวกว่า คว้าส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมดสิ้น สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่ตัวเงินที่หายไป แต่คือพนักงานในองค์กรนั้นมีไอเดียดี ๆ มากมายที่อยากบุกเบิกสิ่งใหม่

แต่กลับถูกดับฝันด้วยคำพูดที่ว่า “ถ้ายังไม่เสียอย่าเพิ่งไปซ่อม” เหตุการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนชัดของผู้นำที่ขาดจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้บุกเบิก และมักจบลงด้วยการเป็นผู้ตามที่พ่ายแพ้ในสนามรบที่ตัวเองเคยเป็นเจ้าของ

สภาวะการแข็งตัวของวิสัยทัศน์ที่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีตเช่นนี้ สอดคล้องกับรายงานล่าสุดจาก Harvard Business Review ในบทความเรื่อง “The Unlearning Imperative for 2025” ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลวิจัยใหม่ ระบุว่า อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการสร้างนวัตกรรมในองค์กรยุคนี้ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความสำเร็จเดิมที่ผู้นำไม่ยอมปล่อยวาง

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนสูง ผู้นำที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือกลุ่มที่มีความสามารถในการบุกเบิกสิ่งใหม่ ๆ แม้ในช่วงเวลาที่องค์กรยังอยู่ในจุดสูงสุดของกราฟกำไร ข้อมูลนี้ยืนยันชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่เล่าไปตอนต้นนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความล่าช้าทางเทคโนโลยี แต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างของภาวะผู้นำที่ไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเองได้ จนทำให้องค์กรสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างกู้คืนยาก

หัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกปัญหานี้คือ ทักษะที่พวกเราชาวสลิงชอท กรุ๊ป เรียกว่า Pioneering Change หรือการเป็นผู้นำผู้บุกเบิกความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะโดดเด่นภายใต้ Character ของ ‘Transformer’ ใน IMPACT Leadership Model ที่เราร่วมศึกษาวิจัยกับ Center for Creative Leadership (CCL) สถาบันวิจัยด้านภาวะผู้นำอันดับต้น ๆ ของโลก และพบว่า IMPACT คือชุดทักษะที่สากลให้การยอมรับว่าเป็นเครื่องมือตัดสินความยั่งยืนขององค์กรในยุคหน้า ทักษะ Pioneering Change นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี แต่หมายถึงการที่ผู้นำเป็นคนที่สร้างแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง กล้าที่จะมองหาโอกาสใหม่ ๆ แม้ในวันที่สถานการณ์ทุกอย่างยังดูปกติดี และพร้อมจะผลักดันไอเดียแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง แม้ต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านหรือความเสี่ยงที่ยังมองไม่เห็น

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Pioneering Change คือการที่ผู้นำมีสายตาที่มองไปไกลกว่าปัจจุบัน เขาจะไม่รอให้วิกฤตเดินมาเคาะประตูบ้าน เพื่อบังคับให้ต้องเปลี่ยน แต่เขาจะเริ่มมองหาน่านน้ำใหม่และเตรียมต่อเรือลำใหม่ไว้ล่วงหน้า ผู้นำที่มีทักษะนี้จะมีความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) อยู่ในสายเลือด เขาจะสนุกกับการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ และมองว่าความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การลองทำสิ่งใหม่แล้วพลาด แต่คือการยืนอยู่กับที่ท่ามกลางโลกที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง

ในบริบทของประเทศไทยผู้นำที่แสดงทักษะ Pioneering Change ได้อย่างทรงพลัง และเป็นที่ประจักษ์ที่สุดท่านหนึ่งคือ คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX

ในวันที่ธนาคารไทยพาณิชย์ยังเป็นองค์กรที่มั่นคงและทำกำไรมหาศาลต่อเนื่อง คุณอาทิตย์กลับตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศยุทธศาสตร์ “ยานแม่” (Mothership) เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรจากสถาบันการเงินดั้งเดิมไปสู่บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินระดับภูมิภาค

นี่คือการบุกเบิกที่แท้จริง เพราะเขาเลือกที่จะ “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” หรือการรื้อโครงสร้างเดิมที่ยังแข็งแกร่งอยู่ เพื่อสร้างรากฐานใหม่ที่จะรองรับโลกการเงินในอีก 10 ปีข้างหน้า

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ แต่คือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่คนทั้งภูมิภาคต้องจับตามอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำที่กล้าบุกเบิกคือคนกำหนดกติกาของเกมธุรกิจในอนาคต

สำหรับคุณที่กำลังรับหน้าที่เป็นผู้นำและอยากเริ่มพัฒนาทักษะ Pioneering Change ผมมีแนวทางปฏิบัติที่เริ่มทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบการวางกลยุทธ์ประจำปี

ประการแรกคือการเป็นนักล่าโอกาสแห่งอนาคต ลองฝึกมองไปรอบ ๆ ตัวในทุกวัน แล้วตั้งคำถามที่ท้าทายว่า “ถ้าโลกเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ธุรกิจของจะไร้ค่าภายในกี่วัน ?”

คำถามนี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณไม่หยุดนิ่งและเริ่มมองหาไอเดียใหม่ ๆ มาเตรียมพร้อมไว้เสมอ

ประการที่ 2 คือการ “สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อการลองผิดลองถูก” (Safe to Fail Zone) การบุกเบิกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนองค์กรทั้งใบในวันเดียว แต่คือการอนุญาตให้ทีมมีโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ที่สามารถล้มเหลวได้ เพื่อบ่มเพาะไอเดียที่แตกต่าง

และประการสุดท้าย คือการ “ฝึกฝนศิลปะการลืมความสำเร็จ” (Active Unlearning) โดยกล้าที่จะยอมรับว่า วิธีการที่เคยทำให้ชนะในอดีต อาจกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งให้แพ้ในอนาคต

การเป็นผู้นำผู้บุกเบิกไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนที่เก่งกาจระดับอัจฉริยะเหนือใคร

แต่ความลับที่แท้จริงคือความตระหนักรู้ที่ว่า ความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักเกิดจากการกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย

คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรถึงจะเริ่มบุกเบิกได้

เพียงแค่มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงงานในหน้าที่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และมองหาโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ๆ อยู่เสมอ ก็จะสามารถเติบโตเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จและสง่างามในเวอร์ชั่นที่กล้าหาญขึ้นของตัวเองได้อย่างแน่นอน

คำถามชวนคิดสำคัญที่อยากทิ้งไว้ให้พิจารณาในวันนี้คือ ท่ามกลางความสำเร็จที่กำลังถืออยู่ในมือตอนนี้

มีสิ่งไหนบ้างที่ต้องกล้าลืม เพื่อจะมองเห็นทางเดินใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ?