แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) จัดเวทีสาธารณะเรื่อง “เปิดคะแนน ESG ธนาคารไทย ปีที่ 5 ก้าวต่ออย่างไรให้ยั่งยืนและเป็นธรรม” เพื่อแถลงผลการประเมินธนาคาร ประจำปี 2565 นอกจากนี้ ยังมีเสวนา 2 หัวข้อจากมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวข้อ “อนาคต ESG ธนาคารไทย” โดยผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และหัวข้อ “อนาคต ESG ธนาคารไทย ในมุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จากองค์กรสมาชิกของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย
เปิดอันดับธนาคารไทย
“สฤณี อาชวานันทกุล” หัวหน้าคณะวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย กล่าวว่า ผลการประเมินธนาคาร ปี 2565 ธนาคารที่ได้คะแนนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หนึ่ง ธนาคารทหารไทยธนชาต (42.6%) สอง ธนาคารกสิกรไทย (34.0%) สาม ธนาคารกรุงไทย (33.4%) สี่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (32.0%) และห้า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (29.7%)
โดยคณะวิจัยยังพิจารณามอบรางวัลประจำปี ประกอบด้วย รางวัลคะแนนสูงสุดประจำปี 2565 แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต รางวัลพัฒนาการสูงสุด 5 ปี 2561-2565 แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต รางวัลพัฒนาการสูงสุดประจำปี 2565 หมวดธนาคารพาณิชย์ แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และรางวัลพัฒนาการสูงสุดประจำปี หมวดสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
อนาคต ESG ธนาคารไทย
“ศิริพิมพ์ วิมลเฉลา” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธปท.ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันการเงินผนวกเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและจริงจัง โดยเมื่อเดือน ก.พ. 2566 เพิ่งออกนโยบายการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงิน
โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการกำหนดแนวทางตั้งแต่กลยุทธ์ของผู้บริหาร การตั้งเป้าหมาย และประกาศต่อสาธารณะ โดยมีแผนปรับไปสู่เป้าหมายได้จริง รวมทั้งมีการประเมินผลกระทบ หรือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
“การเปิดเผยข้อมูลนั้นสำคัญ และเป็นประโยชน์ เพราะจะทำให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น พิจารณาว่าการให้คำมั่นสัญญาของธนาคารเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะเห็นได้ว่าทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังนั้น จึงอยากเห็นการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน หากต่างคนต่างทำจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับตัวของสถาบันการเงินต้องใช้เวลา และ ธปท.พร้อมจะสนับสนุน”
ttb มองเห็นโอกาสจาก ESG
“กมลพันธ์ ลักษณา” ผู้บริหารหัวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb กล่าวว่า ttb นำเรื่องความยั่งยืน และ ESG มาอยู่ในทุกระดับขององค์กร ทั้งในการออกแบบกลยุทธ์ของผู้บริหาร การกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน
โดยนอกจากมุมธรรมาภิบาลที่ ttb ถูกกำกับอย่างเข้มงวดจาก ธปท.แล้ว ในด้านสิ่งแวดล้อมยังปรับปรุงรายการสินเชื่อต้องห้าม เช่น อุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหิน และอุตสาหกรรมยาสูบ
“ในอนาคต ttb จะขยายขอบเขตตัวชี้วัดให้มากขึ้น หรือพิจารณาเกณฑ์อื่น ๆ เช่น เกณฑ์ของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมในหัวข้อพลังงานและก๊าซธรรมชาติ โดยจะพิจารณาว่าควรปรับนโยบายอย่างไรไม่ให้กระทบภาคธุรกิจมากนัก นอกจากนี้ ยังมองเห็นโอกาสจาก ESG มากขึ้น เช่น สินเชื่อสีเขียว เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่ประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
สนับสนุนสินเชื่อ BCG
“โมกุล โปษยะพิสิษฐ์” รองกรรมการผู้จัดการ ผู้รับผิดชอบกลุ่มงานกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจและผู้ประกอบการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวว่า SME D Bank เป็นสถาบันการเงินของรัฐ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย ออกสินเชื่อโดยใช้กลไกที่เรียกว่า BCG loan ซึ่งเป็นสินเชื่อที่เน้นให้ผู้ประกอบการที่มีแนวความคิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“SME D Bank พิจารณาทั้งในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ หรือธุรกิจที่มีการนำทรัพยากรมาใช้หมุนเวียน นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ที่ทำงานเรื่องนี้โดยตรง เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าสิ่งที่ธุรกิจจะดำเนินการนำแนวคิดเรื่อง BCG มาใช้หรือไม่ หากผ่านการอ้างอิงจากหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรแล้วจะพิจารณาการให้สินเชื่อต่อไป”
มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
“เพียรพร ดีเทศน์” ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ ยกกรณีศึกษาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางว่า สิ่งที่น่ากังวลมากคือแนวโน้มที่จะมีการให้สินเชื่อโดยธนาคารจากไทยอย่างน้อย 5-6 แห่ง ทั้ง ๆ ที่ไทยไม่มีความจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากโครงการใด ๆ อีกแล้ว เพราะปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบของไทยล้นแล้ว
“การลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการใหม่ ๆ จะยิ่งผลักภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับคนไทยอย่างน้อย 35 ปี ตลอดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการ จึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม และไม่ใช่แค่ปัญหาธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากรข้ามพรมแดนเท่านั้น ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่กำลังพิจารณาให้สินเชื่อโครงการต้องคำนึงถึงผลกระทบกับมรดกโลกหลวงพระบาง”
กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าหงสา
“สมพร เพ็งค่ำ” นักปฏิบัติการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน สะท้อนความเห็นโดยหยิบยกกรณีโรงไฟฟ้าหงสาที่ตั้งอยู่ใน สปป.ลาวว่า แม้โรงไฟฟ้าจะตั้งอยู่ประเทศ สปป.ลาวก็ตาม แต่เงินลงทุนสนับสนุนร้อยละ 80 มาจากไทย โดยเป็นการลงทุนจากเงินกู้ร่วมกันของธนาคาร 9 แห่ง เนื่องจากโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในประเทศ สปป.ลาว จึงทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและกฎหมายของประเทศ สปป.ลาวเท่านั้น
“ส่วนการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้ครอบคลุมถึงประเทศไทย ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือโรงไฟฟ้าก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในไทย เพราะทิศทางลมพัดเข้าไทย และลมมีโลหะหนักปนเปื้อน รวมถึงปรอท ภาคธนาคารจึงควรมีมาตรการในการตรวจสอบหลังจากให้สินเชื่อเงินกู้เกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม”
ชี้กฎหมายอาจไม่เป็นธรรม
“สุภาภรณ์ มาลัยลอย” ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ชี้ชวนให้ธนาคารที่ต้องพิจารณาให้สินเชื่อแก่ธุรกิจมีมุมมองที่มากกว่าการพิจารณาว่าถูกกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายอาจจะไม่ได้เป็นธรรม จึงควรมองภาพอื่น ๆ เพื่อพิจารณาร่วมด้วย
โดยยกตัวอย่างคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ที่ยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เช่น โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ โรงบำบัดน้ำเสีย เตาเผาขยะ โรงงานคัดแยก และฝังกลบขยะ คำสั่งนี้ทำให้เกิดผลกระทบตามมา เช่น มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชน เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมให้เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าขยะ กระทบต่อสิทธิชุมชน และมาตรการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง
“ธนาคารจึงควรเพิ่มมิติของการสื่อสาร และรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น เพราะธนาคารเป็นกลไกหนึ่งที่มีส่วนในการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้น เมื่อธนาคารพิจารณาและเห็นว่ามาตรการหรือกฎหมายใดที่ออกโดยรัฐไม่เหมาะสม ธนาคารควรเป็นกลไกเสนอรัฐบาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงได้”
ธปท.เร่งสกัดข้อมูลรั่วไหล
“นฤมล เมฆบริสุทธิ์” รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า แม้ ธปท.จะออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ยังพบปัญหาบริการทางการเงินหลายอย่าง เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
“มีข้อสังเกตว่าผู้บริโภคต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว และการทำงานที่แยกส่วนของแต่ละหน่วยงาน เช่น ธนาคาร ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า ไม่ทันกับความเสียหาย จึงอยากส่งเสริมให้มีการร้องเรียน เพราะไม่ใช่สิ่งที่สร้างปัญหา แต่จะช่วยทำให้ธนาคารมองเห็นช่องโหว่ หรืออาจอาศัยภาคประชาชนมาช่วยกันตรวจสอบอีกที”
ดังนั้น คนไทยควรร่วมกันติดตามผลกระทบ และความท้าทายของธุรกิจธนาคาร และผลักดันภาคธนาคารให้ก้าวสู่แนวคิดและวิถีปฏิบัติของ “การธนาคารที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง