ต้องยอมรับว่าเป็นการพลิกบทบาทการบริหารงาน ของ “บุญยง ตันสกุล” ที่กระโดดจากอาณาจักรซิงเกอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจเงินผ่อน สู่การเป็นแม่ทัพใหญ่ “เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป” เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น ZEN (ZEN Restaurant), ร้านมุฉะ (MUSHA), ร้านอากะ (AKA),ร้านออน เดอะ เทเบิ้ล (On the Table), ร้านเท็ตสึ (Tetsu) และร้านซูชิชู แอนด์ คาร์นิวัล ยากินิกุ (Sushi Cyu & Carnival Yakiniku) ร้านตำมั่ว,ร้านลาวญวน, ร้านเฝอ, ร้านแจ่วฮ้อน, ร้านข้าวมันไก่คุณย่า, ร้านครัวไทย และร้านเดอตำมั่ว
ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป “บุญยง” กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งนี้ ผมได้เข้ามาเป็นบอร์ดของบริษัทอยู่ถึง 2 ปี ซึ่งได้ทำงานใกล้ชิดและเห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาดังกล่าว
ผมเห็นจุดอ่อน จุดแข็งขององค์กรต่าง ๆ มากมาย แต่ในเรื่องการบริหารจัดการนั้น ผมทำได้แค่การให้คำแนะนำ จนวันหนึ่งบอร์ดไว้วางใจให้เข้ามาบริหารเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ซึ่งหลักการบริหารที่สำคัญของผมนั้นผมเชื่อว่า ผู้นำคือผู้รับใช้
“วันแรกในการทำงานที่นี่ ผมประชุมกับพนักงานทุกคนในองค์กร เพราะพนักงานเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดลูกค้า และยิ่งเป็นงานบริการด้วย ทำให้การบริหารงานของผมจึงต้องใกล้ชิดพนักงานเพื่อจะได้ใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้า เพื่อให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ”
บุญยงยังกล่าวถึงวิธีการทำงานของเขาว่า ผมจะเน้นการลงพื้นที่ หรือการอยู่ในหน้างานจริงเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นชินกับคำที่ว่า ผู้บริหารทำน้อย ส่งผลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพนักงานและผู้บริหาร ดังนั้นการที่จะทำให้เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เป็นที่ 1 ได้นั้น เรื่องทีมเวิร์กจึงมีความสำคัญ และการที่เราอยู่ในธุรกิจอาหารและบริการทั้งที่เป็นในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้ผมยิ่งต้องพยายามศึกษาหาความรู้เรื่องเหล่านี้ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นนั้น ทำให้สามารถทำงานที่ใดก็ได้ ฉะนั้นแล้วการทำงานของผมวันนี้ ออฟฟิศคือสาขาทั้ง 242 สาขาของเซ็น
และการที่จะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจที่มีแบรนด์ที่ค่อนข้างหลากหลายนั้น “บุญยง” บอกว่า สิ่งที่สำคัญคือ การเข้าใจ เข้าถึง เพราะคอนเซ็ปต์ของแต่ละแบรนด์มีกลุ่มเป้าหมายก็ไม่เหมือนกัน แนวคิดของผมคือ ต้องใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และกำหนดเป็นกลยุทธ์ออกมา ตั้ง vision ตั้ง value และมุ่งไปที่ลูกค้า
ตรงนี้ทำให้ผมมองภาพการเติบโตของเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ คือ จะต้องเติบโตจากลูกค้าจากภายนอก ส่วนคำว่าเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนานั้น ในทุกสัปดาห์ผมจะมาอยู่ตามร้านอาหาร ร้านไหนที่ขายดี ร้านไหนที่มีปัญหา ร้านไหนจะต้องปรับปรุง ร้านไหนมีโอกาส ซึ่งจะทำให้ผมเข้าใจเรื่องราวของแต่ละแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว
“ในธุรกิจอาหารและบริการ ทุกคนมักมองว่า customer first แต่สำหรับผมแล้ว พนักงานต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก เราต้องให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพราะธุรกิจอาหารคือเรื่องของความสุข และหากพนักงานมีความสุข มีรอยยิ้ม มีการแสดงออกที่ดี สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนและส่งต่อไปยังลูกค้าได้”
และความสุขในการบริการของพนักงานไม่ใช่แค่คนที่อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น แต่คนอยู่หลังครัวก็ต้องมีความสุขเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ทำงานร่วมกันได้นาน เพราะเชฟไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความเชี่ยวชาญ จะทำให้จัดอาหารไม่สวย รสชาติที่ออกมาก็ไม่ดี ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นการบริการที่ดี รสชาติอาหารที่เป็นเยี่ยม ล้วนแล้วมาจากคนที่เป็นพนักงานทั้งนั้น
ส่วนการที่จะทำให้เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป มีคุณภาพที่ดีในการบริการและอาหารได้นั้น “บุญยง” บอกอีกว่า หลายองค์กรอาจจะทุ่มเทกับสิ่งที่เรียกว่าเป้าหมาย ที่เป็นตัวรายได้ กำไร แต่สำหรับผมแล้ว กลับมองถึงการทำให้คนมีความรักในองค์กร รักเพื่อน รักที่ทำงานมากกว่า เพราะทุกอย่างที่จะขับเคลื่อนไปนั้นมาจากคนเป็นสำคัญ หรืออาจจะเรียกว่า back to basic
และ back to basic ในความหมายของผมคือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ และนำเรื่องราวต่าง ๆ โพสต์ในโซเชียลมีเดีย ทั้งในไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ ฟรีมีเดีย ที่แม้ว่าจะมีเงินมากมายแต่ก็ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันไม่เชื่อแบรนด์ ไม่เชื่อเจ้าของ แต่เชื่อคนที่มาลองแล้วไปโพสต์ และคอมเมนต์
สิ่งเหล่านี้ควบคุมไม่ได้ เพราะมาจากใจ มาจากสิ่งที่เขาเห็น ฉะนั้น กระบวนการที่จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ มันต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อนทั้งสิ้น หากคุณภาพอาหารดี บริการดี และแบ่งปันสิ่งดี ๆ แม้แต่การโฆษณา ผมก็คิดว่าวันนี้คงไม่มีใครเชื่อแน่นอน ทำให้การบริหารของผมจึงเน้นที่พนักงานเป็นสำคัญ
วันนี้เรามีพนักงานทั้งหมด 3,300 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานในสาขาที่มีอยู่ จำนวน 3,000 คน ที่เหลือคือแบ็กออฟฟิศ และผมจะให้น้ำหนักไปที่พนักงานที่เป็นหลักในการทำให้เกิดรายได้ ซึ่งเราต้องทำให้มีความยั่งยืน โดยเฉพาะการทำให้อัตราการลาออกลดลง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเคพีไอของผมเลย
“บุญยง” กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการลาออกอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งเป้าหมายของผมคือ การให้ลดลงเหลือประมาณ 10% และอัตราการลาออกที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นภาระกับองค์กร ตรงนี้เราต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก โดยตั้งโจทย์ว่าเราจะเทรนด์คนเหล่านี้ให้ทันกับการหมุนเวียนของคนได้อย่างไร
เราจึงต้องจัดลำดับการอบรมใหม่ โดยปรับหลักสูตรการอบรมให้พนักงานมีทักษะ มีความเชี่ยวชาญ ให้กระชับและสั้นลง ให้เหลือแค่ 15 วัน จากเดิมประมาณ 1 เดือน อีกทั้งทักษะในแต่ละแบรนด์ที่ต้องการก็มีความแตกต่างกันด้วย ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงต้องให้ความสำคัญ และถ้าพนักงานของเราไม่มีทักษะที่เข้มข้น ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าจะรู้สึกได้ก่อนใคร
ทักษะต่าง ๆ รสชาติ และการบริการของเราจึงต้องมาจากใจ เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับความประทับใจในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคง แข็งแรง
และเป็นหลักการบริหารองค์กรของ “บุญยง ตันสกุล” แม่ทัพใหญ่แห่งเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป