เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ฮุน เซน” เห็นด้วย “สุรชาติ” ปมรัฐบาลใช้กระแสกัมพูชาเลี้ยงตัว
News “ฮุน เซน” เห็นด้วย “สุรชาติ” ปมรัฐบาลใช้กระแสกัมพูชาเลี้ยงตัว
ไม่หวั่น ‘ฝ่ายค้าน’ ซักฟอก 18 รมต. สั่งทุกกระทรวงพร้อมแจง
Politics ไม่หวั่น ‘ฝ่ายค้าน’ ซักฟอก 18 รมต. สั่งทุกกระทรวงพร้อมแจง
SC อัปเกรดมาตรฐานบ้าน SC Green Mark ตั้งเป้า 5 ปี ลดคาร์บอนแสนตัน-4,000 อาคารเขียว
Real Estate SC อัปเกรดมาตรฐานบ้าน SC Green Mark ตั้งเป้า 5 ปี ลดคาร์บอนแสนตัน-4,000 อาคารเขียว
‘มามามองน์’ ร้านขนมอบโฮมเมด แบรนด์ใหม่ของ ‘ปลา iberry’ ปักหมุดสาขาแรก Central Park
Business ‘มามามองน์’ ร้านขนมอบโฮมเมด แบรนด์ใหม่ของ ‘ปลา iberry’ ปักหมุดสาขาแรก Central Park
แบงก์กรุงเทพ จับมือเพอร์มาตา เชื่อมธุรกิจไทย-อินโดฯ จับคู่การค้า ต่อยอดลงทุน
Finance แบงก์กรุงเทพ จับมือเพอร์มาตา เชื่อมธุรกิจไทย-อินโดฯ จับคู่การค้า ต่อยอดลงทุน
ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย ก.ย. 2.6 หมื่นล้าน ฉุด SET ร่วง 2.3% แต่ 9 เดือนยังซื้อสุทธิ 2.48 หมื่นล้าน
Finance ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย ก.ย. 2.6 หมื่นล้าน ฉุด SET ร่วง 2.3% แต่ 9 เดือนยังซื้อสุทธิ 2.48 หมื่นล้าน
‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
เศรษฐกิจภูมิภาค ‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
SC พลิกที่ดินปั้มน้ำมันซัสโก้ ผุดคอนโดหรูย่านรัชดา ลุ้นแบรนด์-ราคา
Real Estate SC พลิกที่ดินปั้มน้ำมันซัสโก้ ผุดคอนโดหรูย่านรัชดา ลุ้นแบรนด์-ราคา
ธปท.เร่งแก้ ‘เอสเอ็มอี’ ติดกับดัก เร่งออก 3 มาตรการ คาดปี 2570 สินเชื่อกลับมาบวก
Finance ธปท.เร่งแก้ ‘เอสเอ็มอี’ ติดกับดัก เร่งออก 3 มาตรการ คาดปี 2570 สินเชื่อกลับมาบวก
“ศุภจี” หนุนรัฐ-เอกชนวางแผนรับภัยหลายระดับ ย้ำดูแลทั้งโรงงาน-แรงงาน-ตลาดส่งออก
Economic “ศุภจี” หนุนรัฐ-เอกชนวางแผนรับภัยหลายระดับ ย้ำดูแลทั้งโรงงาน-แรงงาน-ตลาดส่งออก
ดูทั้งหมด

COP26 ระดมผู้นำโลกถก 4 ประเด็นแก้โลกร้อน นายกให้คำมั่นไทยทุ่มเต็มที่

02 พ.ย. 2564 | 19:30น.

ผู้นำทั่วโลกร่วมประชุม COP26 ประเทศสกอตแลนด์ ถก 4 ประเด็น หนทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) สมัยที่ 26 หรือ COP26 ได้ดำเนินมาเป็นวันที่ 3 แล้ว โดยงานถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2564 มีผู้นำจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ในเครือสหราชอาณาจักร เพื่อหารือหนทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวบที่มาที่ไป และความสำคัญของ COP26 ดังนี้

ที่มาที่ไปของ COP

COP เป็นการประชุมเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก โดยจุดเริ่มต้นคือเมื่อปี 2535 องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้จัดงาน Earth Summit ที่เมืองริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อริเริ่มนำเอากรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change – UNFCCC) มาใช้

ในสนธิสัญญานี้ นานาประเทศตกลงที่จะ “รักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้คงที่” เพื่อป้องกันการแทรกแซงในการสร้างผลกระทบสู่ภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยปัจจุบันสนธิสัญญามีผู้ลงนาม 197 ประเทศ

นับตั้งแต่ปี 2537 สนธิสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทุก ๆ ปี และทาง UN จะชวนทุกประเทศบนโลกเข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศโลก (COP) ซึ่งการประชุม COP สมัยที่ 1 (COP1) จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม – 7 เมษายน 2538 และแต่ละปีประเทศเจ้าภาพหมุนเวียนไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของ ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา, เอเชีย, ละตินอเมริกาและแคริบเบียน, ยุโรปกลางและตะวันออก, และยุโรปตะวันตก

ความพิเศษของ COP สมัยที่ 26

ในระหว่างการประชุม COP แต่ละปี มักมีการเจรจาเรื่องส่วนขยาย (extensions) จากสนธิสัญญา UNFCCC และการกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับแต่ละประเทศ และเพื่อกำหนดกลไกการบังคับใช้

ประกอบด้วยพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามสนธิสัญญา UNFCCC โดยให้ประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่พัฒนาแล้วจำกัด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามเป้าหมายที่ตกลงร่วมกันให้ได้ภายในปี 2555 และขอให้ประเทศสมาชิกนำนโยบายและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบมารายงานเป็นระยะ

แต่ด้วยสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐภาคีกรอบอนุสัญญา UNFCCC จำเป็นต้องเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ จนในที่สุดสามารถตกลงกันได้ระหว่างการประชุม COP สมัยที่ 21 (COP21) ที่จัดขึ้นระหว่าง 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2558 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เกิดเป็นความตกลงปารีส (Paris Agreement) นับตั้งแต่นั้น

ตามความตกลงปารีส ทุกประเทศทั่วโลกจะเพิ่มความพยายามในการจำกัดภาวะโลกร้อนตามหลักการดังนี้

  1. รักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และขณะเดียวกัน กำหนดเป้าหมายที่สูงขึ้นไว้ควบคู่กันว่าจะพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้น้อยลงไปอีกจนถึงต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส โดยการดำเนินการดังกล่าวจะยึดหลักความเป็นธรรม และหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาด้วย
  2. ความตกลงครอบคลุมการดำเนินการในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความโปร่งใสของการดำเนินการ และ การให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทางการเงิน โดยรัฐภาคีต้องมีข้อเสนอการดำเนินการที่เรียกว่า Nationally Determined Contribution (NDC) ของประเทศทุก ๆ 5 ปี

แม้ COP จะจัดขึ้นทุกปี (ยกเว้นปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก) แต่การประชุม COP26 ในปีนี้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นโอกาสสุดท้ายในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส และนับเป็นการประชุมครั้งแรกหลังจาก Paris Agreement ได้ถูกลงนาม โดยนานาประเทศต้องร่วมกำหนด NDC และอัปเดตความมุ่งมั่น เพราะครบกำหนด 5 ปีแล้ว

4 ประเด็นสำคัญ ผู้นำร่วมถก

ตลอดระยะเวลา 13 วัน การประชุมจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยสัปดาห์แรกประกอบด้วยการเจรจาทางเทคนิคโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรี และประมุขระดับสูงในสัปดาห์ที่ 2 เพื่อร่วมหาข้อตกลงแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) ภายในครึ่งศตวรรษ (ปี ค.ศ 2050) และจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยแต่ละประเทศต้องเร่งการยุติการใช้ถ่านหิน ตัดไม้ทำลายป่า และมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงพัฒนากลไกตลาดคาร์บอน

2. ปรับตัวเพื่อปกป้องชุมชนและถิ่นที่อยู่อาศัยให้มากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ จึงต้องฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างการป้องกัน ระบบเตือนภัย และโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น

3. การระดมเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว ตามที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ให้คำมั่นสัญญาไว้เมื่อการประชุม COP15 ว่าจะสนันสนุนอย่างน้อย 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปีแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อใช้ในการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. สร้างความร่วมมือเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

นอกเหนือจากการเจรจาอย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า COP26 จะจัดตั้งโครงการริเริ่ม และแนวร่วมใหม่ ๆ เพื่อดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศด้วย

นายกให้คำมั่น ไทยทุ่มเต็มที่แก้โลกร้อน

ภาพ Reuters: นายบอริส จอหน์สัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ที่ประชุม COP26

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เวลา 15.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น ประเทศสกอตแลนด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมพิธีเปิด COP26 และกล่าวต่อที่ประชุมว่า การมาร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศและทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการแก้ปัญหาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เพราะภารกิจนี้คือความเป็นความตายของโลกและอนาคตของลูกหลานของพวกเราทุกคน”

“ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกในปริมาณเพียงประมาณร้อยละ 0.72 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผมร่วมการประชุมสุดยอดเรื่องภูมิอากาศของสหประชาชาติที่กรุงปารีสเมื่อปี 2558 โดยไทยอยู่ในประเทศกลุ่มแรกที่ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของ Paris Agreement”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ภายใต้ UNFCCC ไทยได้กำหนดเป้าหมาย NAMA เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งอย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี 2563 แต่ทว่าในปี 2562 ไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้วร้อยละ 17 ซึ่งเกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้กว่า 2 เท่า และก่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้มากกว่า 1 ปี

นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศแรก ๆ ที่จัดส่ง NDC ฉบับปรับปรุงปี 2563 และจัดทำแผนงานต่าง ๆ ในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ล่าสุดไทยได้ส่งยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำให้กับ UNFCCC โดยไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่จัดทำยุทธศาสตร์นี้

“ไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral) ภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี 2608 และด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ผมมั่นใจว่าไทยจะสามารถยกระดับ NDC ของขึ้นเป็นร้อยละ 40 ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2593”

นอกจากนั้น ประเทศไทยนำแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG มาเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การปรับกระบวนทัศน์และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ และจะนำแผนนี้มาเป็นวาระหลักของการประชุมเอเปค (APEC) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า

ยุทธศาสตร์ระยะยาว ลดก๊าซเรือนกระจก

ภาพ: เฟสบุ๊ก Top Varawut

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เดินทางไปร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ได้โพสผ่านเฟสบุ๊ควันนี้ (2 พฤศจิกายน 2564) ว่า ภารกิจ COP26 ในครั้งนี้ผมและชาวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมเดินทางมากับท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย

การเข้าร่วมประชุม COP26 ในครั้งนี้ จะเป็นการเน้นย้ำท่าทีของประเทศไทย ที่ได้ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้ Paris Agreement

ตลอดจนจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-term low greenhouse gas emission development strategies: LT-LEDS) เพื่อแสดงถึงความชัดเจนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังในการประชุมครั้งนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลดโลกร้อน สหประชาชาติ