“กว่า 3 ปีผ่านมานับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นช่วงแห่งความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจของทุก ๆ บริษัท ซึ่งเหมือนกับ บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค บริษัทด้านพลังงานและออโตเมชั่นระดับโลก ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเติบโตของดิจิทัล
ส่งผลให้เกิดความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดการชะงักบนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก จนทำให้ชไนเดอร์ฯดำเนินการหลายทาง เช่น ติดต่อกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเพื่อให้ได้ชิ้นส่วนมากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าชไนเดอร์ฯจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการบริหารงานด้านอื่น ๆ”
“ด้วยการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาใช้ในองค์กร กระทั่งส่งผลให้ปี 2564 ชไนเดอร์ อิเล็คทริคทั่วโลก ทำรายได้สูงสุดอยู่ที่ 29,000 ล้านยูโร ซึ่งมากกว่าที่ผ่านมา คิดเป็นการเติบโตสุทธิของผลกำไรอยู่ที่ +12.7% ทั้งหมดนี้มาจากความก้าวหน้าอย่างแข็งแกร่งในแต่ละปี อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเบอร์ 1 ของโลกบริษัทยั่งยืนที่สุดประจำปี 2564 (2021 Global 100 Most Sustainable Corporations) ซึ่งจัดทำโดย Corporate Knights บริษัทด้านวิจัยของแคนาดา”
คำกล่าวเบื้องต้นคือคำพูดของ “สเตฟาน นูสส์” ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่กล่าวในงานแถลงข่าว “กลยุทธ์การใช้ดิจิทัลสร้างความยั่งยืน (Digital Transformation to Sustainability)” เมื่อเร็ว ๆ นี้
นอกจากนั้น “สเตฟาน นูสส์” ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางในปี 2565 ว่า ชไนเดอร์ฯจะมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการช่วยภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้ดิจิทัลในการขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เนื่องจากโลกใช้ระบบไฟฟ้ามากขึ้น และเชื่อว่าหากมีการใช้ระบบไฟฟ้าควบคู่กับระบบดิจิทัล จะทำให้เกิดเป็นระบบไฟฟ้า 4.0 ซึ่งหมายถึงเป็นแนวทางใหม่ในการกระจายพลังงาน ทำให้มองเห็นสถิติการใช้พลังงาน จนนำไปสู่การประหยัดพลังงานในที่สุด และจะนำไปสู่ระบบไฟฟ้าสู่ความเป็นศูนย์ในอนาคต ทั้งการสูญเสียพลังงานเป็นศูนย์ การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ความหมายของระบบไฟฟ้า 4.0 ต้องเข้าใจก่อนว่าในกระบวนการผลิตของหลาย ๆ อุตสาหกรรม เมื่อก่อนจะใช้พลังงานไฟฟ้าทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”
“แต่เมื่อเรานำดิจิทัลเข้ามาจับด้วยจะช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มีความแม่นยำ สะดวกมากขึ้น จึงเรียกว่าระบบไฟฟ้า 4.0 ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ชไนเดอร์ฯร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งระบบดิจิทัลเข้าไปในตัวกริดทั้งหมด 20 ล้านจุด ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถดูและตรวจสอบได้จากห้องมอนิเตอร์ว่าเกิดอะไรขึ้นในระบบไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศไทย ตรงนี้จะช่วยในเรื่องของเสถียรภาพทางระบบไฟฟ้า การที่เราทำแบบนี้ได้ต้องมีเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า ซอฟต์แวร์ ซึ่งชไนเดอร์ฯมีความพร้อมของเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว”
“ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการใช้ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในการใช้พลังงานแบบผสมผสานกับดิจิทัลภายใน 20 ปีข้างหน้า เมื่อใช้ระบบไฟฟ้าควบคู่ไปกับการใช้ระบบดิจิทัลก็จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนลง สุดท้ายจะช่วยนำพาธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับผลการศึกษาจากชไนเดอร์ฯ และ GreenBiz Research ที่บอกว่าหลายองค์กรที่มีการบริหารจัดการเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง องค์กรเหล่านี้จะได้รับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่สูงกว่าองค์กรที่ไม่มีการดำเนินการในเรื่องนี้ถึง 67% โดยเฉลี่ย”
นอกจากนี้ ผลวิจัยล่าสุดจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัทที่มุ่งเน้นกลยุทธ์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม จะมีอัตราการเติบโตประจำปีอยู่ที่ 15%
ขณะเดียวกัน “สเตฟาน นูสส์” ยังกล่าวถึงบทบาทของการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างประสิทธิภาพ และความยั่งยืนให้กับลูกค้า ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์ และบริการ ในการดำเนินการให้กับลูกค้าในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคสาธารณูปโภค อาคาร อุตสาหกรรม และดาต้าเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงการใช้สินทรัพย์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
“ที่สำคัญ บริษัทยังมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งทั้งในส่วนของพันธมิตร ตัวแทนจำหน่าย และอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต ทั้งในแง่ของอาคารอัจฉริยะ โรงงานอัจฉริยะ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการติดตั้งโครงการ 5G ด้วยการนำเสนอ 3 แนวทาง การส่งเสริมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเรื่องของความยั่งยืน
อันสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ คือ 1.การวางกลยุทธ์เพื่อกำหนดสถานภาพปัจจุบัน 2.การปรับสู่กระบวนการดิจิทัล เพื่อตรวจสอบทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ และ 3.การดำเนินการตามแผนงาน เพื่อดำเนินการตามแผนทั้งหมด จนนำไปสู่การขจัดคาร์บอนในที่สุด”
“โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะปี 2030 ไทยมีเป้าหมายจะผลิตรถยนต์ EV ให้ได้ 30% ตรงนี้ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของชไนเดอร์ฯ 3 ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตหลอดไฟฟ้า, การผลิตแบตเตอรี่ และการจัดตั้งสถานีชาร์จ เพราะทั้ง 3 ส่วนมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เช่น ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์รายเดิม พลิกเปลี่ยนสายพานการผลิตมาเป็น EV ได้ ขณะเดียวกัน ก็มีโซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะ และมีโซลูชั่นสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าที่ให้การสนับสนุนทั้งภาครัฐ และเอกชน”
“อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ เซ็กเมนต์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่ว่าจะด้านอุตสาหกรรม, ดาต้าเซ็นเตอร์, การไฟฟ้า ฯลฯ ล้วนมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งสิ้น เพราะเราจะนำดิจิทัลมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะปี 2568 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตั้งเป้าว่าจะเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางของคาร์บอน (carbon neutrality) เพื่อก้าวสู่องค์กร net zero ในปี 2573 ผมจึงเชื่อว่าการลงทุนเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านดิจิทัล การลงทุนพลังงานทดแทนคือความท้ายทายทั้งสิ้น”
“ทั้งหมดนี้คือดีเอ็นเอของเราที่ทุก ๆ คนต้องช่วยกันทำให้องค์กรพัฒนา จนทำให้การใช้พลังงานต่อไปจากนี้จะต้องเป็นพลังงานสีเขียวมากขึ้น”